วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ลีกนี้พี่ใหญ่ : ยอดทีมที่ครองแชมป์ลีกสูงสุดในเอเชีย


เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา บาเยิร์น มิวนิค พึ่งจะฉลองการคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 30 ของทีม และเป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกันไปด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ทีมหรือลีกของพวกเขาก็ต่างโดนข้อครหาถึงความเข้มข้น หรือมาตรฐานการแข่งขันในลีก

 

บ้างก็ว่าลีกไม่มีคุณภาพ บ้างก็ว่ารวยอยู่ทีมเดียว แต่แล้วไงหละสุดท้ายทีมพวกเขาก็ต้องเดินหน้าทำงานหนักเพื่อสร้างผลงานและสานต่อสถิติให้ได้ดีในทุก ๆ ปีต่อไป และกว่าจะพาทีมให้ไปอยู่ในจุดนั้นได้ ไม่ใช่แค่ว่ามีเงินอย่างเดียวก็พอ

 

วันนี้เราจะพาไปดูกันว่า มีทีมในลีกเอเชียทีมไหนอีกบ้างที่ครองแชมป์ลีกสูงสุดแบบทิ้งห่างคู่แข่งในประเทศแบบนี้ และอะไรกันที่ทำให้พวกเขามีรากฐานที่มั่นคงเช่นนั้น !!!

 


อัล ฮิลาล

แชมป์ซาอุดิ โปรเฟสชั่นแนล ลีก - 15 สมัย

 

ยอดทีมแดนน้ำมันคว้าแชมป์ลีกสูงสุดทิ้งห่างอันดับสองถึง 6 สมัย พ่วงด้วยดีกรีแชมป์เอเชียปีล่าสุด โดยสามารถล้มทีมดังจากญี่ปุ่น อย่าง อูราวะ เร้ด ไดมอนส์ ได้ในนัดชิงชนะเลิศอีกด้วย

 

โดยในทีมพวกเขามีแข้งต่างชาติชื่อดังระดับโลกอย่าง เซบาสเตียน โจวินโก้ อดีตตัวรุกทีมชาติอิตาลีและยูเวนตุส และ บาเฟติมบี้ โกมิส กองหน้าเจ้าของท่าดีใจสุดหลอน นอกจาก 2 คู่หูเกมรุกชื่อดัง พวกเขาก็มีเกมรับชั้นดีอย่าง จาง ฮยุน ซู กองหลังเกาหลีใต้ และ กุสตาโว่ กวยเลอร์ กลางรับทีมชาติโคลัมเบีย

 

และนอกเหนือจากนี้พวกเขายังมีขุมกำลังท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง โดยมีแข้งทีมชาติซาอุดิอาราเบีย ชุดปัจจุบันอยู่ถึง 8 ราย รวมถึงดาวดังอย่าง ซาเล็ม อัลดอว์ซารี่ แข้งดีกรีลาลีกา

 

กวางโจว เอเวอร์แกรนด์


แชมป์ไชนีสซูเปอร์ลีก – 8 สมัย

หลังจาก เอเวอร์แกรนด์ เรียล เอสเตท บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ในจีน ได้มาเทคโอเวอร์ทีมพวกเขาก็ยกระดับทีมขึ้นมาได้น่าเหลือเชื่อ โดยการกวาดต้อนนักเตะทีมชาติจีนมากมายเช่น เกา หลิน ศูนย์หน้าตัวเก่ง กับ เจิ้ง จื่อ กัปตันทีมชาติจีนที่กลับมาจาก กลาสโกว์ เซลติก

 

นอกจากนี้พวกเขายังวางรากฐานด้วย เอเวอร์แกรนด์  อินเตอร์เนชั่นแนล ฟุตบอล สคูล ศูนย์ฝึกฟุตบอลมูลค่า 9 พ้นล้านบาท ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันสมาคมฟุตบอลจีนที่หวังอยากเห็นเด็กจีนหันมาเล่นฟุตบอลมากขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพฟุตบอลจีนให้อนาคตต่อไป

 

และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ นักเตะและโค้ชต่างชาติชื่อดัง อย่างที่รู้กันว่าลีกจีนขึ้นชื่อในเรื่องเงินทุนที่จะดึงนักเตะระดับโลกมาค้าแข้ง โดยในยุคแรกพวกเขาได้ดึง ลูคัส บาร์ริออส กองหน้าทีมชาติปารากวัย , โรบินโญ่ ดาวเตะบราซิล และจนถึงปัจจุบันอย่าง เปาลินโญ่ และ ทาริสก้า

 

ทั้งหมดนี้จึงทำให้พวกเขาครองแชมป์ 8 ครั้งจาก 9 ปีหลังสุดนั่นเอง !!!

 

 

ยะโฮร์ ดารุล ทักซิม


แชมป์มาเลเซีย ซูเปอร์ลีก – 6 สมัย

 

“พยัคฆ์แดนใต้” ทีมดังจากมาเลเซียที่มีเจ้าจองทีมอย่าง มกุฎราชกุมาร ทันกุฃ อิสมาอิล ไอดริส มหาเศรษฐีเชื้อพระวงศ์ ที่เข้ามาซื้อทีมและยกระดับขึ้นมาเป็นทีมยัก์ใหญ่ในย่านอาเซียน ด้วยผลงานแชมป์ลีก 6 สมัยติด

 

โดยพวกเขามีแข้งทีมชาติมาเลเซียในทีมถึง 13-14 รายเลยทีเดียว รวมถึงแข้งต่างชาติดีกรีสูง อย่างที่รู้จักกันดีก็คงจะเป็น ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ตำนานแข้งที่ได้ชื่อว่าเก่งที่สุดในลีก ก็ย้ายไปอยู่กับพวกเขา รวมถึงกองหลังอย่าง เมาริซิโอ ที่ทางทีมไปคว้าตัวมาจาก ลาซิโอ้ ทีมดังในลีกอิตาลีเลยทีเดียว

 

อีกทั้งสนามแข่งขันใหม่และศูนย์ฝึกซ้อมของพวกเขาก็มีมาตรฐานสูงสุดในอาเซียนก็ว่าได้ ทำให้เยาวชนรุ่นใหม่ที่ผ่านการฝึกของพวกเขาก็มีมาตรฐานที่ดีขึ้น เชื่อว่าด้วยมาตรฐานทั้งกำลังเงินและคุณภาพแบบนี้ คงจะยากที่มีใครโค่นพวกเขาลงได้

 

 

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

 

แชมป์ไทยลีก – 7 สมัย

 

หลังจากที่ การไฟฟ้า คว้าแชมป์ไทยลีกได้เป็นครั้งแรกในปี 2008 จากนั้น เนวิน ชิดชอบ ได้เข้ามาเทคโอเวอร์และเปลี่ยนชื่อเป็น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในที่สุด หลังจากนั้นเขาพาทีมคว้าอีก 6 แชมป์ลีกภายในเวลา 10 ปี

 

ในยุคแรก บุรีรัมย์ ได้ทำการอิมพอร์ตนักเตะต่างชาติผิวสีชั้นดีอย่างเช่น แฟรงค์ อาชิมปง และ แฟร้งโอฮันซ่า จนมายุคที่ใช้ตัวสเปนอย่าง ออสมาร์ และ คาเมโล่ กอนซาเลซ ก่อนจะมาถึงยุคละตินอเมริกาอย่าง ตูเญซ และ ดิโอโก้ ทำให้ทีมขึ้นชื่อเรื่องการนำเข้าผู้เล่นต่างชาติที่มีคุณภาพ

 

ส่วนนักเตะไทย ในยุคแรกพวกเขาก็มีการทุ่มคว้านักเตะอย่างคู่แฝด สุรีย์ และ สุรัตน์ สุขะ , อนาวิน จูจีน , จักรพันธ์ แก้วพรม และ นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม แต่ในปัจจุบัน พวกเขาประกาศว่าจะไม่ทุ่มซื้อสตาร์ดังอีกต่อไป

 

ปราสาทสายฟ้า จะมองหานักเตะที่นำมาปั้นต่อหรือต้องเป็นคนท้องถิ่นเท่านั้น เหมือนที่ประสบความสำเร็จกับ พรรษา เหมวิบูลย์ นอกเหนือจากนี้ ก็จะใช้งานนักเตะดาวรุ่งจากอคาเดมี่ของตนเองเท่านั้น เพื่อหวังจะตามรอย รัตนากร ใหม่คามิ , สุภโชค สารชาติ และ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา


เครดิตภาพ

Buriram united

https://www.isportconnect.com/world-athletics-indoor-championships-postponed-due-coronavirus/

https://saudigazette.com.sa/article/583325


PALM WAZZA : ธนชล เอ่งฉ้วน
ผู้เขียน




วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563

PUBG ในไทย จากกระแสนิยมสู่ลีกอาชีพ



ในปัจจุบันสิ่งที่กำลังมาแรงเป็นสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่ๆให้ความสนใจเป็นอย่างมากนั้นคือ กีฬาอีสปอร์ต (Esport) ซึ่งเป็นกีฬาชนิดใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ จึงทำให้มีผู้คนติดตามอย่างมากมาย

อีสปอร์ต (Esport) คือ การแข่งขันกีฬาอิเล็กทรอนิกส์ที่มีกติกาเหมือนกับกีฬาทั่วไป ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีทั้งสโมสรกีฬาเกิดขึ้น มีการจ้างนักกีฬาจึงทำให้เกิดรายได้กับตัวนักกีฬา และยังมีรายการแข่งแบบทัวร์นาเมนต์ต่างๆรวมถึงมีการแข่งแบบลีกอาชีพ

เกมที่ใช้แข่งในกีฬาอีสปอร์ตก็แบ่งเป็นทั้ง MOBA  FPS และอีกหลายๆแนว แต่วันนี้จะมาพูดถึงแนวเกมFPS คือเกม PlayerUnknown’s Battlegrounds (PUBG)  โดยเกมนั้นจะให้เราโดดร่มลงมาจากเครื่องบินและไปหาอุปกรณ์ปืนต่าง ๆ เพื่อมาป้องกันตัวเองและอยู่รอดเป็นคนสุดท้าย โดยเมื่อตอนที่เกมเปิดตัวแรก ๆ นั้นได้รับความนิยมขั้นสูงสุดจนเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์เลยก็ว่าได้ ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขายังได้ขยายไปยังมือถือด้วย ซึ่งเกมPUBG ได้รับความนิยมไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยอีกด้วย

ปัจจุบันเกมPUBG ในไทยมีการแข่งขันแบบลีกอาชีพ โดยมีการจัดการแข่งขั้นที่มีชื่อว่า  JIB PUBG Thailand Series มีสโมสรดังในไทยร่วมแข่งมากมาย เช่น MSC THEERATHON , MITH , QCONFIRM , BURIRAM UNITED การแข่งขันเข้มข้นและยังมีการชิงแชมป์กันอย่างเมามันส์จนมาถึงเกมที่ 52 จาก 60 ซึ่งทีมที่นำจ่าฝูงในลีกตอนนี้คือทีม MSC THEERATHON ของ 'โก๋อุ้ม' หรือ ธีราธร บุญมาทัน นักเตะทีมชาติไทยเหลืออีก 8 เกมมีโอกาส 70 เปอร์เซ็นที่จะคว้าแชมป์ลีกซีซั่นนี้มากๆ

เกมPUBG ที่ได้รับความนิยมก็ทำให้เกิดสโมสรและนักกีฬาอีสปอร์ตมากมาย ทำให้มีเม็ดเงินมหาศาลจากสปอนเซอร์โฆษณามาสนับสนุน ทำให้มีอาชีพเกิดขึ้นกับเด็กๆ รุ่นใหม่ ทำให้เด็กที่ชอบเกมมีแรงจูงใจที่อยากจะเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตมากขึ้น

เครดิตภาพ 
PUBG Thailand Pro League


อัตชัย : ปัณณ์กฤษฎ์ พงศโอสธี
ผู้เขียน

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2563

7 แข้งสายเลือดเอเชียน่าจับตา ที่เตรียมขึ้นมาเป็นแข้งชื่อดังระดับโลก


 

ชินจิ คากาวะ , ซน ฮึง-มิน หรือ อารอน มอย ถือเป็นแข้งแถวหน้าของเอเชียในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่าพวกเขาถือเป็นแรงบันดาลใจของนักเตะเอเชียมากมายที่มีความฝันอยากจะไปโลดแล่นในเวทีฟุตบอลยุโรป

 

แน่นอนว่า ยิ่งมีแข้งเอเชียผงาดขึ้นมามีชื่อเสียงในระดับโลกเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งจุดประกายความฝันของเด็กรุ่นใหม่มากมายทั่วเอเชียมากเท่านั้น และมันจะทำให้เราได้เห็นแข้งเอเชียรุ่นใหม่ไปเล่นในยุโรป และสร้างชื่อเสียงระดับโลกมากขึ้นในทุก ๆ ยุคสมัยแน่นอน

 

อย่างตัวอย่างที่เห็นกันไปแล้วกับ ทาคุมิ มินามิโนะ แข้งทีมชาติญี่ปุ่นที่โดดเด่นกับ เรดบูล ซัลบวร์ก จนถูก หงส์แดง มากระชากตัวไปร่วมทัพแล้ว และ ทาคุมิ ก็กำลังทำงานหนักเพื่อรอวันที่จะได้เฉิดฉายขึ้นมา เหมือนดังเช่นรุ่นพี่อย่าง ชินจิ คางาวะ ที่เคยมาคว้าแชมป์กับ ปีศาจแดง นั่นเอง

 

แล้วนอกเหนือจากนี้หละ ?

ใครกันที่จะขึ้นมาเป็นแข้งแถวหน้าของเอเชีย ที่ได้โชว์เพลงแข้งในเวทียุโรประดับสูง อย่ารอช้ากันเลยดีกว่า ไปติดตามกันได้ในบทความนี้เลย


1.ซาร์ดาร์ อัซมูน


ชื่อ : ซาร์ดาร์ อัซมูน

สัญชาติ : อิหร่าน

สโมสร : เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก

อายุ : 25 ปี

ตำแหน่ง : กองหน้า

 

อัซมูน ดาวเด่นของ นักรบเปร์เซีย ผู้ได้รับขนานนามว่า เมสซี่แห่งอิหร่าน ด้วยฟอร์มที่โดดเด่นมาตั้งแต่เด็ก โดยเจ้าของความความสูง 183 เซนติเมตร ย้ายมาฝังตัวในลีกรัสเซียตั้งแต่วัย 19 ปี ก่อนจะได้รับโอกาสมาทีละขั้น จนมาอยู่กับ เอฟเค รอสตอฟ และในปี 2016 ก็ได้สร้างชื่อด้วยการพาต้นสังกัด เปิดบ้านเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ไป 3-2 โดยเจ้าตัวยังเป็นคนยิงประตูชัยอีกด้วย

 

ตลอดเวลาในช่วงนั้น อัซมูน ก็ได้รับความสนใจจากทีมดังมากมายในฐานะดาวรุ่ง ที่ปรากฏออกมาหน้าสื่อก็มีทั้งชื่อของ ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล และบาร์เซโลนา แต่ทว่าก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันเจ้าตัวย้ายมาอยู่กับ เซนิต ยักษ์ใหญ่ของลีก เป็นเวลา 2 ฤดูกาลแล้ว โดยลงเล่นไป 45 นัด ทำไป 26 ประตู กับ 10 แอสซิสต์

 

ไม่แน่ว่าเมื่อมีโอกาสได้ขึ้นโชว์ฟอร์มกับทีมใหญ่ และได้ลงเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ต่อเนื่องแบบนี้ ก็มีโอกาสที่บรรดาแมวมองของทีมในลีกใหญ่จะหันกลับมาสนใจเจ้าตัวอีกครั้งหนึ่ง !!!


 2.ฮวาง ฮี ชาน

 

ชื่อ : ฮวาง ฮี ชาน

สัญชาติ : เกาหลีใต้

สโมสร : เรดบูล ซัลบวร์ก

อายุ : 24 ปี

ตำแหน่ง : กองหน้า , ปีก

 

เพื่อนร่วมทีมของ ทาคุมิ มินามิโนะ และ เอลิง ฮาแลนด์ ที่มีผลงานอันน่าจดจำร่วมกันที่ลีกออสเตรีย ก่อนที่จะพากันไปสร้างชื่อในเวลาเวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก จนเพื่อนทั้ง 2 ถูกทีมใน 5 ลีกใหญ่ดีงตัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ตัวรุกทีมชาติเกาหลีใต้รายนี้ ไม่เคยลงเล่นใน เค ลีก ด้วยซ้ำ เนื่องจากมาชุบตัวกับ เรดบลู ตั้งแต่เด็ก โดนก่อนหน้านี้ก็ลงเล่นกับทีมในเครือเดียวกันอย่าง ไลเฟริ่ง ทีมในลีกรองมาก่อน จนเมื่อเริ่มมีแววก็ได้รับโอกาศขึ้นอยู่กับ ซัลบวร์ก ในที่สุด และเคยถูก ฮัมบูร์ก ยืมตัวไปเล่นในลีกรองของเยอรมันอีกด้วย

 

ซึ่งภาพจำของใครหลายคนก็คงจะนึกออกหากเอ่ยว่า เขาคือนักเตะเกาหลีที่ล็อคหลบ ฟานไดร์ และยิงประตู ลิเวอร์พูล นั่นเอง โดยการเล่นของเขาจะไม่ใช่กองหน้าตัวโป้งปิดบัญชี แต่จะออกแนวตัวสร้างสรรค์เกมมากกว่า โดยในฤดูกาลนี้ เจ้าตัวทำไปแล้ว 14 ประตู กับ 19 แอสซิสต์ จาก 33 นัดด้วยกัน


3.เอเวอร์ มาบิล

 


ชื่อ : เอเวอร์ มาบิล

สัญชาติ : ออสเตรเลีย

สโมสร : มิดเทินแลนด์

อายุ : 24 ปี

ตำแหน่ง : กองหน้า , ปีก

 

ดาวเตะผิวสี เชื้อสาย ซูดานใต้ ที่ครอบครัวย้ายถิ่นฐานมาอยู่ใน ออสเตรเลีย ตั้งแต่เด็กทำให้เจ้าตัวได้ฝึกฝนฟุตบอลในแผ่นดินจิงโจ้ ก่อนที่จะเริ่มฉายแวว แล้วถูก มิดเทินแลนด์ ยักษ์ใหญ่จาก เดนมาร์ก ดึงตัวไป ก่อนจะปล่อยยืมรวมถึงลงเล่นในทีมสำรองเรื่อยมา

 

และแล้วโอกาสของเจ้าตัวก็มาถึง เมื่อได้โอกาสขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมในฤดูกาล 2018-19 ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยใน 2 ฤดูกาลหลังสุดในลีก เขาทำไปได้ 13 ประตู กับ 15 แอสซิสต์ เลยทีเดียว ซึ่งในช่วงที่ขึ้นมานั้น ออสเตรเลีย ก็ได้เรียกตัวเขาไปใช้งานเช่นกัน

 

ซึ่งในปัจจุบันนี้เขาก็เป็นตัวหลักของทีมในเวทีฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ด้วยสไตล์การเล่นที่มีความเร็วสูงตามฉบับของนักเตะแอฟริกา ทำให้เป็นมิติใหม่ในเวทีฟุตบอลเอเชียเช่นกัน หากเขาพัฒนาตนขึ้นไปได้เรื่อย ๆ แบบนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นการเป็นที่หมายปองของทีมใน 5 ลีกใหญ่ยุโรปแน่นอน


4.ทาเคฟุสะ คุโบะ

 

ชื่อ : ทาเคฟุสะ คุโบะ

สัญชาติ : ญี่ปุ่น

สโมสร : เรอัล มายอร์ก้า (ยืมจาก เรอัล มาดริด)

อายุ : 19 ปี

ตำแหน่ง : มิดฟิลด์ตัวรุก , ปีก

 

แข้งเยาวชนจากแคมป์ ลามาเซีย ที่บาร์เซโลน่า จำใจต้องปล่อยเขากลับญี่ปุ่นหลังถูกจับได้ว่ามีการเซ็นสัญญากับนักเตะเยาวชนที่ขัดกับกฎของฟีฟ่า ทำให้เจ้าของฉายา เมสซี่ญี่ปุ่น ต้องกลับมาอยู่กับ เอฟซี โตเกียว ในเจลีก

 

คุโบะ ลงเล่นในกับทีมสำรองของ โตเกียว อยู่ประมาณ 3 ปี ก่อนจะมายึดตัวจริงที่ โตเกียว ได้ในครึ่งฤดูแรกของปี 2019 เขาลงเล่นไป 13 เกม ทำไป 3 ประตู กับ อีก 3 แอสซิสต์ ทำให้ เรอัล มาดริด ไม่รอช้า รีบคว้าตัว คุโบะ ไปเริ่มทีมทันที่ในก่อนเริ่มฤดูกาล 2019-20 เนื่องจากเจ้าตัวจะอายุครบ 18 ปีเต็ม ทำให้ทำได้ตามกฎทุกอย่าง

 

ในตอนแรก ซีดาน โค้ชของ ราชันชุดขาว ไมได้ต้องการตัวและคาดว่าจะส่งไปเล่นในทีมสำรองอยู่แล้ว แต่ทาง เปเรซ ประธานสโมสรขอให้หนีบ คุโบะ ไปทัวร์ในช่วงซัมเมอร์ด้วย แต่พอได้เห็นการฝึกซ้อมและการลงสนามกับรุ่นพี่ของเด็กหนุ่มรายนี้ ทำให้ซีดานได้รับรู้ว่า เฮ้ย มันเล่นลีกรองไมได้แล้ว สุดท้ายก็ได้ส่ง คุโบะ ไปอยู่กับ มายอร์ก้า ในสัญญายืมตัว โดยคาดว่าจะกลับมาทีมชุดใหญ่ในอนาคตนั่นเอง !!!

 

5.ทาเกฮิโระ โทมิยาซุ

 

ชื่อ : ทาเกฮิโระ โทมิยาซุ

สัญชาติ : ญี่ปุ่น

สโมสร : โบโลญญา

อายุ : 21 ปี

ตำแหน่ง : เซนเตอร์แบ็ค , แบ็คขวา

 

ปราการหลังที่น่าจับตามองที่สุดของแดนอาทิตย์อุทัย ตอนนี้ก็จะหนีไม่พ้น โทมิยาซุ เด็กหนุ่มเจ้าของความสูง 188 เซนติเมตร ที่ย้ายไปอยู่ แซงต์-ทรุยด็อง ในเบลเยี่ยม ตั้งแต่ช่วงอายุ 19 ปี และสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้เลย

 

ทำให้ โบโลญญา ทีมในลีก อิตาลี ทุ่มงบ 9 ล้านยูโร คว้าตัวไปร่วมทัพ ในช่วงต้นฤดูกาล 2019-20 ซึ่งใน เซเรียอา เจ้าตัวก็ได้รับโอกาสลงเล่นในตำแหน่งแบ็คขวาตัวจริงของทีมเรื่อยมา จนมีข่าวว่า ลียง ทีมดังจากฝรั่งเศสก็แอบตามดูดาวเตะรายนี้อยู่เช่นกัน

 

 

6. อู่ เล่ย

 

ชื่อ : อู่ เล่ย

สัญชาติ : จีน

สโมสร : เอสปันญ่อล

อายุ : 28 ปี

ตำแหน่ง : กองหน้า , ปีก

 

หากเอ่ยถึง ลีกจีนทุกคนก็คงจะนึกถึงกองหน้าชื่อดังระดับโลกที่ย้ายมาโกยเงินหยวนกันอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนด้วยชื่อชั้นระดับนั้นพวกเขาก็คงจะครองตำแหน่งดาวซัลโวกันอย่างแน่นอน

 

แต่ในฤดูกาล 2018 มันกลับมีชื่อของดาวเตะท้องถิ่นแทรกขึ้นมา นั่นก็คือ อู่ เล่ย ดาวเตะเบอร์ 1 ของทีมชาติจีนยุคนี้ ที่กระหน่ำไป 27 ประตู จาก 29 นัด จากการผสานงานกับ ออสการ์ และ ฮัลค์ พร้อมพา เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี คว้าแชมป์ลีกในปีนั้น ทำให้ตลอดการเล่นในแผ่นดินเกิดรวม 172 นัด เขาทำไปถึง 102 ประตู กับอีก 52 แอสซิสต์

 

ทำให้ในช่วงตลาดปีใหม่ของปี 2019 เอสปันญ่อล ทีมใน ลาลีกา ดึงตัวเขาไปร่วมทีม ปัจจุบัน อู่ เล่ย ลงเล่นให้ทีมไปแล้ว 54 นัด ทำไป 10 ประตู กับ 3 แอสซิสต์  ทำให้ตอนนี้ วูล์ฟแฮมป์ตัน ทีมดังใน พรีเมียร์ลีก กำลังให้ความสนใจเจ้าตัวอยู่อย่างใกล้ชิด


7. แฮรี่ ซัวตาร์

 

ชื่อ : แฮรี่ ซัวตาร์

สัญชาติ :ออสเตรเลีย

สโมสร : สโต้ค ซิตี้

อายุ : 21 ปี

ตำแหน่ง : เซนเตอร์แบ็ค

 

ปราการหลังเจ้าของความสูง 200 เซนติเมตร ที่เกิดในสกอตแลนด์ แต่มีแม่เป็นคน ออสเตรลีย ทำให้ล่าสุด พลพรรคจังโก้ ได้เรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่ไปแล้ว โดยพึ่งลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกไป 2 นัด แต่ทำไปถึง 4 ประตู จากตำแหน่งกองหลัง

 

ในนามสโมสร ซัวตาร์ เริ่มเล่นกับ ดันดี ในบ้านเกิด ก่อนจะถูก สโต้ค ซิตี้ ทีมดังใน แชมเปี้ยนชิพ ดึงตัวมา แต่เจ้าตัวก็ยังต้องไปเริ่มเล่นในทีมเยาวชนเสียก่อน จากนั้นก็ถูกปล่อยยืมตัวลงไปเล่นในลีกวัน และสร้างผลงานที่ดีกับ ฟลีตวู้ด ทาวน์

 

ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวก็กลับมาอยู่กับต้นสังกัดเดิมแล้ว ก็ต้อรอติดตามว่าจะมีโอกาศมาแค่ไหน และจะสามารถขึ้นมาไปเล่นยัง พรีเมียร์ลีก ได้หรือไม่


เครดิตภาพ

Getty Images

bleacherreport

Football West

chaina daily

wikimedia

Dansk fodbold

the time



PALM WAZZA : ธนชล เอ่งฉ้วน
ผู้เขียน


 


วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563

“เดล” อนันต์ธิดา ลูกสาวสุดสวยของ “โค้ชจุ่น” กับชีวิตในรั้วมหาลัยและความฝันการเป็นช่างภาพกีฬา



วันนี้เพจ SPC-X จะมาแนะนำสาวสวย น่ารัก ดาวสาขานิเทศศาสตร์การกีฬา รุ่นที่ 8 และยังเป็นลูกสาวคนเล็กของโค้ชฟุตบอลระดับทีมชาติอีกด้วย

นางสาวอนันต์ธิดา ศรีเกิด หรือ น้องเดล”

ลูกสาวคนสุดท้องของ โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด ผู้ช่วยโค้ชทีมฟุตบอลทีมชาติไทย และปัจจุบันน้องเดลศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชานิเทศศาสตร์การกีฬา วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ด้วยความที่เป็นสาวเรียนเก่ง สวยใสน่ารัก และมีสายเลือดกีฬาอยู่เต็มตัว เราจึงสนใจที่จะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับไลฟ์สไตล์ รวมถึงแนวคิดในการใช้ชีวิต การเรียน และความฝันของเธอ

ทำไมถึงเลือกเรียนสาขานี้ 

: ส่วนตัวชื่นชอบกีฬาฟุตบอลเป็นพิเศษและได้มีโอกาสเข้าชมกีฬาฟุตบอลเป็นประจำ จึงหาคณะ/สาขาที่มีการเรียนการสอนที่สามารถต่อยอดทำอาชีพในอนาคตได้ ซึ่งสาขานิเทศศาสตร์การกีฬา ม.รังสิต เป็นสาขาที่มีตอบโจทย์เกี่ยวกับอาชีพทางด้านกีฬาค่ะ สามารถทำงานในทุกด้านที่เกี่ยวกับวงการกีฬา แถมยังมีการเรียนการสอนที่มีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ มีการให้ลงมือปฏิบัติในสถานที่จริงอีกด้วยค่ะ

 

ได้มีการพูดคุยกับคุณพ่อเรื่องเกี่ยวกับกีฬาบ้างมั้ย

: มีการพูดคุยเป็นประจำค่ะ และมีการขอคำปรึกษาในเรื่องกีฬาที่ไม่เข้าใจ เช่น การเขียนข่าว การอ่านข่าวค่ะ และก็ได้มีโอกาสได้ชมการสัมภาษณ์ของคุณพ่อเป็นประจำค่ะ


มีความสนใจในเรื่องกีฬาด้านไหนบ้าง

: ส่วนตัวไม่ได้เล่นกีฬาค่ะ แต่ชื่นชอบชมกีฬาฟุตบอลค่ะ เพราะได้มีโอกาสเข้าชมกีฬาฟุตบอล ที่สนาม มาตั้งแต่เด็กค่ะ

 

ด้านการสื่อสาร สนใจในเรื่องไหน พวกตัดต่อ ถ่ายภาพ หรือเขียนข่าว เพราะอะไร

: สนใจด้านการถ่ายภาพกีฬาค่ะ เพราะในการถ่ายภาพเป็นการถ่ายบรรยากาศทั้งนักกีฬาและกองเชียร์ ซึ่งแต่ละแมตช์การแข่งขันจะมีการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ทำให้มีความน่าสนใจมากเกี่ยวกับการถ่ายภาพกีฬา

 


มุมมองของเดลคิดว่าผู้หญิงกับกีฬาเป็นแบบไหน

: ส่วนมากคนมักจะมองว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ ไม่สามารถที่จะเล่นกีฬาได้ แต่จริงๆผู้หญิงก็สามารถประกอบอาชีพทางด้านกีฬาได้ทุกด้าน ปัจจุบันก็เริ่มมีผู้หญิงที่หันมาสนใจกีฬาเป็นจำนวนมาก

 

ในอนาตคอยากจะทำอะไร

: ในอนาคตมีความใฝ่ฝันว่าจะประกอบอาชีพช่างภาพ

เพราะเป็นอาชีพที่ได้ออกไปเก็บภาพบรรยากาศในที่สถานที่จริงค่ะ

 

 


ทำความรู้จักกับน้องเดลในบทบาทของนักศึกษา ได้เห็นไลฟ์สไตล์และแนวคิดของน้องกันแล้ว เป็นยังไงกันบ้าง สำหรับใครที่อยากติดตามน้องเดล ก็สามารถติดตามได้ที่ Instagram: del.antd , Facebook: del anantida sikerd ครั้งหน้าเราจะพาไปทำความรู้จักกับใคร รอติดตามกันในเพจ SPC-X ฝากกดไลค์ กดติดตาม กันด้วยนะคะ




หลุยส์ : สุชานาถ บูรณะวัฒนากูล 
ผู้เขียน



ประโยชน์ในอาหารเช้าสำหรับนักกีฬา

 

ในปัจจุบันหลายคนอาจจะมองข้ามความสำคัญของอาหารเช้าบางคนอาจจะเห็นว่าการประรับทานอาหารเช้าเป็นเรื่องที่ทำให้เสียเวลาจะมีคนส่วนน้อยที่ให้ความสำคัญกับอาหารเช้า 

วันนี้ก็เลยนำเอาประโยชน์ที่ได้รับจากการรับประทานอาหารเช้า และอาหารเช้ามีความสำคัญอย่างไรโดยเฉพาะในบรรดานักกีฬา
 
 การวิจัยพบว่าการรับประทานอาหารเช้านั้นมีส่วนเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ ทำให้ระบบการจำ แต่ถ้าใครไม่รับประทานอาหารเช้าก็จะทำให้สมองทำงานไม่เต็มที่ 

สำหรับอาหารเช้าของนักกีฬานั้นเป็นมื้อที่สำคัญต้องได้รับพลังงานเยอะพอสมควรเพื่อที่จะได้มีแรงมีพลังในการออกกำลังกายหรือซ้อมในตอนเช้าโภชนาการอาหารที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญซึ่งนั่นจะสามารถทำให้นักกีฬาสามารถดึงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

 อาหารเช้าช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้ซึ่งการคุมน้ำหนักของนักกีฬาเป็นเรื่องใหญ่เพื่อให้นักกีฬารักษาความฟิตไว้ 

นักกีฬาต้องมีวินัยในการกินมากขึ้นในตอนเช้าควรรับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต โปรตีนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ คาร์โบไฮเดรตจะเน้นข้าว ธัญพืชเป็นอาหารที่ให้พลังสูงแต่ไขมันต่ำ โปรตีนจะเน้นไข่เป็นหลักเพื่อเสริมสร้างร่างกายเป็นพลังงานที่ดี 

ผลไม้เช่น กล้วยเป็นผลไม้ที่ร่างกายดูดซึมได้อย่างรวดเร็วส่วนมากจะรับประทานก่อนที่จะออกกำลังกายหรือซ้อม ปัจจุบันมีวิวัฒนาการเข้ามาอย่าง เช่น เวย์โปรตีนก็เป็นอาหารเสริมที่ดีควรดื่มหลังจากการซ้อมหรือออกกำลังกายในตอนเช้าซึ่งเวย์โปรตีนจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอซึ่งดีต่อนักกีฬามากๆ
 
ฉะนั้นอาหารเช้าและการเลือกรับประทานอาหารที่ดีจึงจำเป็นสำหรับนักกีฬาที่ต้องใช้พลังงานเป็นอย่างมากจะเห็นได้ว่านักกีฬาต้องมีโภชนาการที่ดี ต้องดูแลรักษาร่างกายควบคุมน้ำหนักเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักกีฬา

เครดิตภาพ
@Cristiano
Somanao



อัตชัย : ปัณณ์กฤษฎ์ พงศโอสธี
ผู้เขียน

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ก่อนเข้าโค้งสุดท้ายกับการแย่งชิงตั๋วฟุตบอลโลกที่กาตาร์ !


ในที่สุด ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 ที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 จนต้องเลื่อนการแข่งขันออกไป ก็ได้มีการกำหนดโปรแกรมการแข่งขันของนัดที่เหลืออยู่เรียบร้อยแล้ว
.
โดยในแมตช์เดย์ที่ 7 และ 8 จะแข่งขันกันในวันที่ 8 และ 13 ตุลาคม 2020 และแมตช์เดย์ที่ 9 และ 10 จะแข่งขันในวันที่ 12 และ 17 ตุลาคม 2020 ตามลำดับ
.
เอาเป็นว่าเมื่อมีโปรแกรมวางเอาไว้แล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะมาคาดการณ์ถึง “ตัวเต็ง” ของแต่ละสาย ที่มีโอกาสสูงในการที่จะเข้ารอบต่อไปในรอบที่ 3 หรือรอบ 12 ทีมสุดท้าย ซึ่งมันก็จะพ่วงด้วยตั๋วการเข้ารอบเอเชี่ยนคัพรอบสุดท้ายในปี 2023 อีกด้วย
.
แน่นอนว่าทั้ง 8 กลุ่ม จะมีเพียงจ่าฝูงเท่านั้นที่จะเข้ารอบอัตโนมัติเลยส่วนอันดับ 2 จะต้องไปลุ้นอันดับ 2 ที่ดีที่สุด ที่เอาเพียง 4 จาก 8 ทีมเท่านั้น วันนี้เราจะมาดูกันว่าแต่ละกลุ่ม ใครจะมีโอกาสสูงที่จะผ่านเข้ารอบต่อไป
.

กลุ่มเอ
จ่าฝูงของกลุ่มอย่าง ซีเรีย คงจะถือเป็นชื่อแรกที่ลอยเข้ามาในหัวหากพูดถึงทีมที่สร้าง “เซอร์ไพรส์” ด้วยผลงานออกสตาร์ทด้วยการคว้าชัยชนะรวด 5 เกม โดยส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเขาทะยานขึ้นมาก็คงจะหนีไม่พ้น โอมาร์ อัล โซมา กองหน้าตัวเก่งวัย 31 ปี ที่ตะบันไป 7 ประตูจาก 5 นัดแรก และด้วยผลงาน 5 เกมแรกที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ ก็คงจะทำให้เราวางชื่อของพวกเขาไว้ได้เลย




ส่วน จีน ที่มีผลงาน 7 แต้ม จาก 4 นัด และยังมีแต้มเท่า ฟิลิปปินส์ แต่ยังคงลงเล่นน้อยกว่า 1 นัด แต่ประเด็นหลักก็คือ ในเดือนตุลาคมนี้ จีน จะได้แข้งลูกครึ่งรวมถึงตัวโอนสัญชาติใหม่มาพร้อมกันมากถึง 6-7 ราย ที่มีทั้งแข้งยุโรปและบราซิล ซึ่งหากจูนกันได้เร็ว ก็มีโอกาสเก็บชัยชนะรวดได้เหมือนกัน แต่ถึงหากไล่ตาม ซีเรีย ไม่ทัน แต้มของพวกเขาก็น่าจะดีพอไปลุ้นอันดับสองดีที่สุดอยู่ดี

กลุ่มบี
จ่าฝูง ออสเตรเลีย ผลงานชนะรวด 4 เกม ด้วยผลงานยิง 16 เสีย 1 นับว่าเป็นผลงานสุดหรูของพลพรรค "จังโก้" ในยุคเปลี่ยนถ่ายที่มีนักเตะหน้าใหม่หลายราย นำมาโดย เจมส์ แมคลาเรน ดาวยิงฟอร์มแรง และ แฮรี่ ซัวตาร์ ปราการหลังดาวรุ่งจาก สโต๊ค ซิตี้ คงไม่มีปัญหาสำหรับการยึดตำแหน่งจ่าฝูงต่อไป

ส่วนทีมที่ตามมาจะเป็น คูเวต และ จอร์แดน ที่มี 10 แต้มเท่ากันเลย แต่หากยังสูสีและตัดกันเองแบบนี้ โอกาสที่แต้มของกลุ่มนี้ จะสู้อันดับ 2 จากกลุ่มอื่นอาจจะยากไปอีก

กลุ่มซี
ยักษ์ใหญ่อย่าง อิหร่าน ออกสตาร์ทได้ผิดฟอร์มด้วยการมีแค่ 6 แต้มจาก 4 นัด รวมถึงพ่ายให้กับคู่ปรับอย่าง อิรัก ที่นำอยู่ที่ 11 แต้ม รวมถึง บาห์เรน ที่มี 9 แต้ม แต่ด้วยการทีมที่ อิหร่าน มีเกมในมือเหลือมากกว่าคู่แข่งอีกสองทีม ก็คงจะกาชื่อพวกเขาออกไม่ได้ เชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาจะสามารถแซงขึ้นไปเกาะอันดับ 2 เป็นอย่างน้อย โดยเขี่ยให้ บาห์เรน ต้องตกรอบไป ส่วน อิรัก ที่ฟอร์มดีต่อเนื่องแบบนี้คงจะรักษาจ่าฝูงไว้ได้


กลุ่มดี
อุซเบกิสถาน 9 แต้มจาก 5 นัด , ซาอุดิอาระเบีย 8 แต้มจาก 4 นัด และ สิงคโปร์ ที่มีผลงานดีเกินคาด 7 แต้มจาก 5 นัด

ทั้งหมดนี้คือสามทีมกลุ่มนำที่สูสีกันมากพอสมควร แต่หากดูจากจำนวนแต้ม กลุ่มนี้ก็คงยากที่อันดับ 2 จะมีแต้มมากพอไปวัดกับกลุ่มอื่น ส่วนจ่าฝูงก็ยังเชื่อว่าเมื่อ "สิงห์ทะเลทราย" แข่งครบตามจำนวนจะเร่งเครื่องและผ่านเข้าไปลุ้นตั๋วบอลโลกอีกสมัยได้แน่

กลุ่มอี
กลุ่มนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นการเล่นที่สนุกกันอยู่สองทีมทั้งเจ้าภาพฟุตบอลโลกอย่าง กาตาร์ และ โอมาน ที่มี 13 และ 12 แต้มตามลำดับ โดยอันดับ 3 มีช่องว่างห่างจากพวกเขาถึง 8 แต้ม

ซึ่งดูแล้วทั้งคู่ก็คงจะเข้ารอบแน่นอนทั้ง กาตาร์ แชมป์เอเชี่ยนคัพ ที่คงยังแกร่งด้วยคู่หูอย่าง อัลโมซ อาลี และ อัคราม อาฟิฟ ส่วน โอมาน ก็น่าจะตามด้วยโควตาอันดับ 2 ที่ดีที่สุด ด้วยแต้มที่ยังดูสูงกว่ากลุ่มอื่นอยู่มาก

กลุ่มเอฟ
ซามูไรบลู” หรือทีมชาติญี่ปุ่นยังคงทำผลงานได้ดีตามชื่อชั้นด้วยการมี 12 แต้มเต็มจาก 4 นัดแรก นำจ่าฝูงยาว และน่าจะยาวยันจบเข้ารอบได้แน่นอน



แต่ทีมที่ตามมาอย่าง คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน และ เมียนม่าร์ ที่มีกันเพียงแค่ 7 และ 6 แต้ม คงจะยากสำหรับการลุ้นอันดับสองที่ดีที่สุดเนื่องจากพวกเขา “ตัดกันเอง” เยอะเกินไปจนทำให้แต้มน้อยกว่ากลุ่มอื่นอยู่มาก

กลุ่มจี
เวียดนาม 11 แต้ม , มาเลเซีย 9 แต้ม , ไทย 8 แต้ม และ ยูเออี 6 แต้ม

กลุ่มนี้จะต้องใช้คำว่าสูสีมากพอสมควร เนื่องจากทีมอย่าง ยูเออี อยู่ในช่วงขาลงและทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานมาก นอกจากนี้บรรดาทีมในย่านอาเซียนอย่าง เวียดนาม , มาเลเซีย และ ไทย ก็มีมาตรฐานที่ไม่หนีกันเกินไป ทำให้แต้มมันออกมาในรูปแบบ “งูกินหาง” แบบนี้

การที่จะฟันธงว่าใครจะได้เข้ารอบก็ยังเป็นเรื่องยาก แต่ตามสถานการณ์ก็ต้องเป็น เวียดนาม ที่นำอยู่ในตอนนี้มีเปอร์เซ็นต์มากสุด ตามด้วย ไทย ที่เชื่อว่าจะสามารถแซง มาเลเซีย ไปได้ในที่สุด ซึ่งพอได้อันดับ 2 ก็คงจะต้องมาลุ้นเอาว่า แต้มจะเพียงพอต่อการเข้ารอบหรือไม่


กลุ่มเอช
เติร์กเมนิสถาน 9 แต้ม , เกาหลีใต้ 8 แต้ม , เลบานอน 8 แต้ม และ เกาหลีเหนือ 8 แต้ม

กลุ่มนี้ต้องใช้คำว่า “สูสีที่สุด” แต่ทีมเต็งอย่าง เกาหลีใต้ จะยังแข่งน้อยกว่าทีมอื่นอยู่ 1 นัด ซึ่งก่อนหน้านี้นัดที่พวกเขาสะดุดเสมอ ก็เกิดจากการที่พวกเขาจบสกอร์ไม่ได้เอง แต่มั่นใจว่าในนัดที่เหลือพวกเขาจะขึ้นไปยึดจ่าฝูงได้แน่นอน ส่วนทีมอื่นที่ยังตามมาก็อาจจะต้องฮึดสักหน่อย หากหวังจะมีแต้มติดโควต้าอันดับสองที่ดีที่สุดไป !!!

เครดิตภาพ
kingfut.com
AS
JFA.FP
@CHANGSUEK




PALM WAZZA : ธนชล เอ่งฉ้วน
ผู้เขียน