วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563
5 เหตุการณ์เหยียดในโลกลูกหนัง
วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2563
“เราจะคว้าแชมป์โลกภายในปี 2050” เป้าหมายที่จีนอยากให้เป็นจริง
หากเอ่ยถึงวงการกีฬาของจีน ทุกคนก็คงจะจินตนาการได้ถึงภาพของการเป็นเจ้าเหรียญทองในการแข่งขันมหกรรมกีฬาต่างๆ
ทว่าในกีฬามหาชนอย่าง “ฟุตบอล” ผลงานของแข้งแดนมังกรกลับไม่เป็นเช่นนั้น
แต่เมื่อไม่นานมานี้ สี จิ้นผิง
ประธานาธิบดีของประเทศได้ออกมาประกาศนโยบายสำคัญว่าต้องการจะเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลกและคว้าแชมป์โลกให้ได้ก่อนปี
2050 ตามความชื่นชอบส่วนตัวที่มีต่อกีฬาลูกหนังเป็นอย่างมาก
แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขามั่นใจถึงเป้าหมายอันยิ่งใหญ่
พวกเขาจะอาศัยแต่แข้งโอนสัญชาติใช่ไหม พวกเขามีแนวทางอย่างไร มีแนวปฏิบัติอย่างไร
ถึงเชื่อว่าจะทำได้ตามเป้าภายในระยะเวลาประมาณ 30 ปีข้างหน้านี้
มันคืออะไรกันแน่หละ?
แข้งเชื้อสายจีน
แนวคิดเรื่องการใช้นักเตะต่างชาติถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ มาร์เชลโล
ลิปปี ยื่นต่อทางการจีน ในการที่จะให้เขากลับมาคุมทีมชาติจีนอีกคำรบหนึ่ง
โดยเริ่มแรก นิโก้ เยนนาริส อดีตเยาวชน อาร์เซน่อล และ
ทีมชาติอังกฤษ ยู-19 ถูก ปักกิ่ง กั๋วอั่น ทีมดังจากเมืองหลวงนำเข้ามาด้วยเงื่อนไขที่เขามี
“แม่เป็นคนจีน” พร้อมด้วย จอห์น ฮู เซเตอร์ มิดฟิลด์จากนอร์เวย์
ที่ใช้เงื่อนไขเดียวกัน
ต่อมายักษ์ใหญ่อย่าง กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ก็ได้เซ็นกับ ไทอัส บราวนิ่ง
ปราการหลังที่ทาง เอฟเวอร์ตัน ปั้นไม่ขึ้น โดย บราวนิ่ง เคยเล่นให้ทีมชาติอังกฤษในชุดเยาวชน
แต่การที่เขามี “ปู่เป็นชาวจีน” ก็ทำให้เขาเลือกมาค้าแข้งและติดธงยังแผ่นดินมังกร
เท่ากับว่า 3 แข้งเชื้อสายยุโรปก็จัดอยู่ในประเภท “ลูกครึ่ง”
มากกว่าโอนสัญชาติ เพียงแต่ด้วยกฎหมายของประเทศจีน
ประชาชนจะต้องถือพาสปอร์ตได้เพียงชาติเดียว
ทำให้พวกเขาเหล่านี้ต้องสละสัญชาติเก่าออกไปด้วย
สละสัญชาติเดิม
ขั้นต่อมานี้ จะนับเป็นกลุ่มที่ใช้คำว่า “โอนสัญชาติ” ได้เต็มปาก
โดยจะเป็นแข้งต่างชาติที่ทำผลงานได้ดีในลีกของจีน
และต้องทำงานในประเทศจีนมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี และแน่นอนพวกเขาจะต้อง “สมัครใจ”
ที่จะเลือกสละสัญชาติเดิม เพื่อเปลี่ยนมาเป็นประชาชนจีนอย่างถาวร
นอกเหนือจากนี้พวกเขายังต้องเข้าคอร์สติวภาษาจีน , ร้องเพลงชาติจีน
และ ศึกษาประวัติศาสตร์ของแดนมังกร อีกด้วย ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ คุณเป็นใครที่ไหน
จะมาโอนสัญชาติเพื่อมาขอเล่นทีมชาติจีนได้โดยง่าย แต่คุณจะต้องเต็มใจที่จะเป็น
“คนจีน” ทั้งกายและใจ
ในกลุ่มแรกตอนนี้ ก็จะเป็นแข้งบราซิลทั้งหมด
เนื่องจากเป็นเป้าหมายหลักของสโมสรจีนในการนำเข้าแข้งต่างชาติเมื่อ 5-7 ปีก่อน
โดยคนแรกคือ เอลเคสัน กองหน้าเจ้าของสถิติ 106 ประตู จาก 159 นัดใน ไชนีส
ซูเปอร์ลีก ซึ่งเขาก็ได้ลงสนามให้ทีมชาติในรายการคัดบอลโลก โซนเอเชีย ไปแล้ว 1 นัดด้วยกัน
ส่วนชุดถัดไปที่เพิ่งได้รับการอนุมัติหรือกำลังรอการอนุมัติจากฟีฟ่าก็คือ
อลอยซิโอ และ อลัน คาวัญโญ่ สองกองหน้าตัวเก่ง
รวมถึง ริคาร์โด้ กูลาร์ท ตัวรุกระดับตำนานของกวางโจว และ แฟนันตินโญ่ ปีกความเร็วสูง
ซึ่งคาดว่าทั้งหมดจะพร้อมลงสนามในโปรแกรมนัดถัดไปของฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก
โซนเอเชีย โดยพวกเขาก็หวังจะมาผนึกกำลังกับ จาง หลินเผิง ปราการหลักตัวเก่ง และ
อู่ เล่ย นักเตะลาลีก้า สองกำลังสำคัญเพื่อพาจีนลุ้นตั๋วไปฟุตบอลโลกรอบนี้ให้ได้
ใจบันดาลแรง
แน่นอน บรรดานักเตะชุดนี้ก็ยังดูห่างไกลกับเป้าหมายหลักของพวกเขา
แต่สิ่งที่พวกเขาจะได้กลับมาหากชุดนี้สามารถโชว์ฟอร์มได้ดี ก็คือการ “ปลุกกระแส”
ความหลงใหลในกีฬาลูกหนังของเยาวชนจีน ที่ปัจจุบันนี้เด็กเหล่านั้นยังสนใจในกีฬาอย่าง
ปิงปอง หรือกีฬาอื่นๆ มากกว่า
นี่แหละคือแผนระยะยาวที่พวกเขาคิดเอาไว้
เมื่อลีกฟุตบอลในประเทศยกระดับด้วยแข้งต่างชาติชื่อดังจนมีค่าสัมประสิทธิ์เป็นเบอร์
1 ของเอเชีย รวมถึงทีมชาติที่ยกระดับด้วยแข้งโอนสัญชาติ มันก็คงจะมากพอ บันดาลให้ใจของเด็กรุ่นใหม่หันมารักในกีฬาฟุตบอลมากขึ้นได้แน่นอน
และเมื่อมี “แรงบันดาลใจ” ที่ดีแล้ว สิ่งที่ต้องมาคู่กันก็คือ “การลงมือทำ”
พวกเขาเริ่มวางรากฐานตั้งแต่นโยบายสนันสนุนให้ภาคธุรกิจต่างๆ
หันมาลงทุนกับฟุตบอล จนเป็นที่มาของการที่ทีมใน ไชนีส ซูเปอร์ลีก มีเงินทุนหนุนหลังมหาศาลและนำเข้านักเตะระดับโลกมากมายในรอบ
10 ปีหลัง
นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังวางนโยบายมาตั้งแต่ปี 2016 ยังมีโดยการเริ่มอบรมโค้ชอย่างถูกวิธี
เริ่มสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลและโรงเรียนฟุตบอลให้กระจายไปในทุกๆ เมือง เป็นจำนวนกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ และตั้งเป้าจะเพิ่มจำนวนประชากรที่เป็นนักฟุตบอลอีก
50 ล้านคน รวมถึงนักเรียนที่เรียนด้านฟุตบอลโดยตรงอีก 30 ล้านคน
ซึ่งการเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ดี
ได้ฝึกฝนฟุตบอลที่ถูกต้องตามหลักการ ได้ใช้สิ่งอำนวนความสะดวกและสนามที่มีมาตรฐาน
มันจะทำให้ “มังกรเลือดใหม่” มีโฉมหน้าที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน
ตอนนี้พวกเขาก็ยังเริ่มเดินหน้าสร้างสนามแข่งขันไร้ลู่วิ่งตามหัวเมืองใหญ่แล้วด้วย
โดยเป้าหมายแรกคือการใช้รองรับ “เอเชี่ยนคัพ 2023” ก่อนจะส่งมอบให้สโมสรต่างๆ
ใช้งานต่อไปและอาจต่อยอดถึงเป้าหมายการเป็น “เจ้าภาพฟุตบอลโลก”
ตามที่คาดหวังไว้ในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน
เครดิตภาพ
เพจเล่าเรื่องบอลจีน
bestthqwalpaper
วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2563
ประโยชน์ของการวอร์มร่างกายยืดกล้ามเนื้อและคูลดาวน์
โคตรเจ้าบุญทุ่มแห่งคลองเตย : ขุมกำลังการท่าเรือ เอฟซี
เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส , อดิศักดิ์
ไกรษร , ชาริล ชัปปุยส์ , กานต์นรินทร์ ถาวรศักดิ์ ตลอดจนถึง อดิศร
พรหมรักษ์ , ทิตาธร และ ทิตาวีร์ อักษรศรี จัดเป็นดีล ‘นักเตะชื่อดัง’ ที่ย้ายมาร่วมทัพ ‘สิงห์เจ้าท่า’ ในช่วงฤดูกาลนี้
เมื่อมารวมกับขุมกำลังเดิมอย่าง เซอร์จิโอ ซัวเรซ , โก ซุลกิ , ปกรณ์
เปรมภักดิ์ , บดินทร์ ผาลา มันก็สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการฟุตบอลไทยพอสมควร
เสมือนเป็นการประกาศจาก ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซํา
ออกมาอย่างกลายๆ ว่า “ปีนี้ พี่เอานะ”
หลังจากเสริมกันเข้ามาแบบเต็มพิกัดแล้ว ทีนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของ “เซอร์เด็จ” จเด็จ มีลาภ กุนซือคนใหม่หน้าเก่า ที่จะต้องดูฟอร์ม คัดเลือก ว่าใครจะอยู่
หรือจะปล่อยยืมใคร และสุดท้าย เลือกสรร 11 ตัวจริง ในแต่ละเกมให้ลงตัวที่สุด
ซึ่งภาพรวมที่ดูน่าอิจฉา ที่มีแข้งมากมายให้เลือกใช้ แต่พอมองลึกลงไปรายละเอียด
มันก็ดูจะเป็นงานที่หนักและน่ากังวลไม่น้อยเลย
รวมถึงแรงกดดันที่จะได้รับมากขึ้นอย่างแน่นอน วันนี้ผมเลยจะมาลองวิเคราห์ดูสักหน่อย
ว่าสุดท้ายแล้ว หน้าตาของ “สิงห์เจ้าท่า” ในนัดที่ 5
ของไทยลีกจะออกมาเป็นอย่างไร
ระบบ 4-2-3-1 ถือเป็นระบบที่ท่าเรือใช้มาตลอดตั้งแต่ในยุคของ
เซอร์เด็จ ในคราวก่อนที่คุมทีม หรือจะเป็น 4 นัดแรกที่พึ่งผ่านไป ที่เป็น โชคทวี คุมทีม
ผู้รักษาประตู - มี 3 คน
รัตนัย ส่องแสงจันทร์ , วรวุฒิ ศรีสุภา , วัชระ บัวทอง
ทั้งสนามคนนี้ถือเป็นผู้รักษาประตูฝีมือดี ที่ต่างก็เคยลงสนามให้ทีมแล้วทั้งหมด
ถือว่าเป็นทีมที่มีการแข่งขันสูงมากในตำแหน่งนี้ แต่เชื่อว่าเมื่อถึงเวลา รัตนัย
จะออกสตาร์ทตัวจริงก่อน
กองหลัง - มี 13 คน (ลงสนามทีละ 4 คน)
เอเลียส ดอเลาะ , นิติพงษ์ เสลานนท์ , ดาบิด โรเชล่า , อดิษร
พรหมรักษ์ , เควิน ดีรมรัมย์ , ธนบูรณ์ เกศารัตน์ , จตุภัช สัทธรรม , ทศพล ลาเทศ, อธิบดี เอติรัตน์ , มาร์ติน สตูเบิ้ล , ทิตาธร
อักษรศรี , ทิตาวีร์ อักษรศรี , ยศวรรธน์ มนทา
ก่อนอื่นต้องขอนับ “ตั้ม”
ธนบูรณ์ เป็นกองหลังไปก่อน เนื่องจากในฤดูกาลที่ผ่านมา เจ้าตัวถูกใช้งานในตำแหน่งนี้เป็นหลัก
แต่เมื่อมีตัวใหม่เพิ่มเข้ามาแบบนี้ ก็ไม่แน่ว่าอาจจะต้องขยับ ตั้ม ขึ้นไปเล่นเป็นมิดฟิลด์
ส่วนตำแหน่งแบ็คขวา-ซ้าย
ถึงจะมีนักเตะใหม่หลายรายแต่สุดท้ายความสามารถของ นิติพงษ์ ทางขวา และ เควิน
ทางซ้าย ก็ดีพอจะยึดตัวจริงต่อไปได้ และ ทิตาวีร์ ก็จะมาเป็นแบ็คอัพ
ในตำแหน่งทางขวา
ส่วนทางซ้าย ปีก่อนจะเป็น สตูเบิ้ล ที่ได้รับโอกาสยามไร้เควิน
แต่มาปีนี้ ดาวรุ่งอย่าง จตุรภัช ก็ได้รับโอกาสบ้างเช่นกัน แถมยังได้ ทิตาธร
เข้ามาเสริมอีก เชื่อว่าสุดท้ายคงต้องตัดสินใจปล่อยนักเตะออกสักรายนึง ระหว่าง สตูเบิ้ล
และ จตุรภัทร เพราะทั้งคู่ดีเกินกว่าจะมาเป็นตัวเลือกที่ 3 ของทีม
ด้านในแน่นอนว่าต้องมี โรเชล่า กัปตันทีมชาวสเปนยืนปักหลักอยู่ ส่วนคู่หู
ตัวไทยอย่าง อดิษร และ เอเลียส คงต้องแย่งชิงกัน ส่วนพวกที่เหลืออย่าง ยศวรรธน์ , ทศพล
และ อธิบดี อาจต้องเก็บกระเป๋าออกไปจาก แพท สเตเดี้ยม
คู่มิดฟิลด์ - มี 6 คน (ลงสนามทีละ 2 คน)
โก ซุลกิ , ศิวกร จักขุประสาท , กานต์นรินทร์ ถาวรศักดิ์ , ฉัตรมงคล ทองคีรี , ชาริล ชัปปุยส์ , สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ
โก ซุลกิ ประจำการแน่นอนแล้ว 1 ตำแหน่ง ส่วน ศิวกร เจ้าของพื้นที่เก่าเจ็บไปในช่วง
4 นัดแรก ทำให้ กานต์นรินทร์ ได้ลงสนามและทำผลงานได้ดีทีเดียว สองคนนี้ก็คงต้องแย่งกันในการยึดตัวจริงนัดถัดไป
และอาจมี ธนบูรณ์ อีกคนที่ขยับขึ้นมาท้าชิงอีกคนนึง
ส่วน ชัปปุยส์ อาจจะทำได้เพียงนั่งสำรองไปก่อน และสุดท้าย ฉัตรมงคล
กับ สรรเสริญ คงต้องถูกปล่อยยืมบ้างสัก 1 คน หรือไม่ก็อาจไปแบบ “แพ็คคู่”
เกมรุก - มี 9 คน (ลงสนามทีละ 4 คน)
เซร์คิโอ ซัวเรซ , เฮแบร์ตี้ แฟร์นันเดส , ปกรณ์ เปรมภักดิ์ , บดินทร์
ผาลา , ธนาสิทธิ์ ศิริผลา , อดิศักดิ์ ไกรษร , เจนรบ สำเภาดี , ณัฐวุฒิ สมบัติโยธา , ธนากร แดงทอง
ใน 4 นัดแรก ทีมใช้งาน ปกรณ์ และ บดินทร์ ยืนริมเส้น แล้วข้างในเป็น
ซัวเรส กับ เฮแบรตี้ เล่นร่วมกัน โดยไม่ได้ใช้งาน “หน้าเป้าอาชีพ” แต่พวกเขาก็จะเลือกเปลี่ยน อดิศักดิ์ ลงมาในช่วงครึ่งหลังและ “อุลตร้ากอล์ฟ” ก็ทำไปได้ 2 ประตู จากการลงสนามเพียง
55 นาที
ส่วน ธนาสิทธิ์ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวความเร็วที่จะได้ลงสนามมาใช้ความเร็วท้ายเกม
ส่วน เจนรบ และ ณัฐวุฒิ ก็เป็นตัวเลือกที่ดี ยามที่ต้องการ “โรเตชั่น” แต่ ธนากร ก็อาจต้องเก็บกระเป๋าออกจากทีมไปอีกราย
เครดิตภาพต้นฉบับ
การท่าเรือ เอฟซี Port FC
Edit โดย SPC-X
วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563
6 นักบิดที่น่าจับตามองใน MotoGP ปี 2020
ลีกนี้พี่ใหญ่ : ยอดทีมที่ครองแชมป์ลีกสูงสุดในเอเชีย
เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา บาเยิร์น มิวนิค พึ่งจะฉลองการคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 30 ของทีม และเป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกันไปด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ทีมหรือลีกของพวกเขาก็ต่างโดนข้อครหาถึงความเข้มข้น หรือมาตรฐานการแข่งขันในลีก
บ้างก็ว่าลีกไม่มีคุณภาพ บ้างก็ว่ารวยอยู่ทีมเดียว แต่แล้วไงหละสุดท้ายทีมพวกเขาก็ต้องเดินหน้าทำงานหนักเพื่อสร้างผลงานและสานต่อสถิติให้ได้ดีในทุก
ๆ ปีต่อไป และกว่าจะพาทีมให้ไปอยู่ในจุดนั้นได้ ไม่ใช่แค่ว่ามีเงินอย่างเดียวก็พอ
วันนี้เราจะพาไปดูกันว่า มีทีมในลีกเอเชียทีมไหนอีกบ้างที่ครองแชมป์ลีกสูงสุดแบบทิ้งห่างคู่แข่งในประเทศแบบนี้
และอะไรกันที่ทำให้พวกเขามีรากฐานที่มั่นคงเช่นนั้น !!!
อัล ฮิลาล
แชมป์ซาอุดิ โปรเฟสชั่นแนล ลีก - 15 สมัย
ยอดทีมแดนน้ำมันคว้าแชมป์ลีกสูงสุดทิ้งห่างอันดับสองถึง 6 สมัย
พ่วงด้วยดีกรีแชมป์เอเชียปีล่าสุด โดยสามารถล้มทีมดังจากญี่ปุ่น อย่าง อูราวะ เร้ด
ไดมอนส์ ได้ในนัดชิงชนะเลิศอีกด้วย
โดยในทีมพวกเขามีแข้งต่างชาติชื่อดังระดับโลกอย่าง เซบาสเตียน โจวินโก้ อดีตตัวรุกทีมชาติอิตาลีและยูเวนตุส
และ บาเฟติมบี้ โกมิส กองหน้าเจ้าของท่าดีใจสุดหลอน นอกจาก 2 คู่หูเกมรุกชื่อดัง
พวกเขาก็มีเกมรับชั้นดีอย่าง จาง ฮยุน ซู กองหลังเกาหลีใต้ และ กุสตาโว่ กวยเลอร์
กลางรับทีมชาติโคลัมเบีย
และนอกเหนือจากนี้พวกเขายังมีขุมกำลังท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง
โดยมีแข้งทีมชาติซาอุดิอาราเบีย ชุดปัจจุบันอยู่ถึง 8 ราย รวมถึงดาวดังอย่าง ซาเล็ม
อัลดอว์ซารี่ แข้งดีกรีลาลีกา
กวางโจว เอเวอร์แกรนด์
แชมป์ไชนีสซูเปอร์ลีก – 8 สมัย
หลังจาก เอเวอร์แกรนด์ เรียล เอสเตท
บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ในจีน ได้มาเทคโอเวอร์ทีมพวกเขาก็ยกระดับทีมขึ้นมาได้น่าเหลือเชื่อ
โดยการกวาดต้อนนักเตะทีมชาติจีนมากมายเช่น เกา หลิน ศูนย์หน้าตัวเก่ง กับ เจิ้ง
จื่อ กัปตันทีมชาติจีนที่กลับมาจาก กลาสโกว์ เซลติก
นอกจากนี้พวกเขายังวางรากฐานด้วย เอเวอร์แกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ฟุตบอล สคูล
ศูนย์ฝึกฟุตบอลมูลค่า 9 พ้นล้านบาท
ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันสมาคมฟุตบอลจีนที่หวังอยากเห็นเด็กจีนหันมาเล่นฟุตบอลมากขึ้น
เพื่อพัฒนาคุณภาพฟุตบอลจีนให้อนาคตต่อไป
และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ นักเตะและโค้ชต่างชาติชื่อดัง
อย่างที่รู้กันว่าลีกจีนขึ้นชื่อในเรื่องเงินทุนที่จะดึงนักเตะระดับโลกมาค้าแข้ง
โดยในยุคแรกพวกเขาได้ดึง ลูคัส บาร์ริออส กองหน้าทีมชาติปารากวัย , โรบินโญ่ ดาวเตะบราซิล
และจนถึงปัจจุบันอย่าง เปาลินโญ่ และ ทาริสก้า
ทั้งหมดนี้จึงทำให้พวกเขาครองแชมป์ 8 ครั้งจาก 9 ปีหลังสุดนั่นเอง !!!
ยะโฮร์ ดารุล ทักซิม
แชมป์มาเลเซีย ซูเปอร์ลีก – 6 สมัย
“พยัคฆ์แดนใต้” ทีมดังจากมาเลเซียที่มีเจ้าจองทีมอย่าง มกุฎราชกุมาร ทันกุฃ
อิสมาอิล ไอดริส มหาเศรษฐีเชื้อพระวงศ์
ที่เข้ามาซื้อทีมและยกระดับขึ้นมาเป็นทีมยัก์ใหญ่ในย่านอาเซียน ด้วยผลงานแชมป์ลีก
6 สมัยติด
โดยพวกเขามีแข้งทีมชาติมาเลเซียในทีมถึง 13-14 รายเลยทีเดียว รวมถึงแข้งต่างชาติดีกรีสูง
อย่างที่รู้จักกันดีก็คงจะเป็น ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ตำนานแข้งที่ได้ชื่อว่าเก่งที่สุดในลีก
ก็ย้ายไปอยู่กับพวกเขา รวมถึงกองหลังอย่าง เมาริซิโอ ที่ทางทีมไปคว้าตัวมาจาก
ลาซิโอ้ ทีมดังในลีกอิตาลีเลยทีเดียว
อีกทั้งสนามแข่งขันใหม่และศูนย์ฝึกซ้อมของพวกเขาก็มีมาตรฐานสูงสุดในอาเซียนก็ว่าได้
ทำให้เยาวชนรุ่นใหม่ที่ผ่านการฝึกของพวกเขาก็มีมาตรฐานที่ดีขึ้น
เชื่อว่าด้วยมาตรฐานทั้งกำลังเงินและคุณภาพแบบนี้ คงจะยากที่มีใครโค่นพวกเขาลงได้
บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
แชมป์ไทยลีก – 7 สมัย
หลังจากที่ การไฟฟ้า คว้าแชมป์ไทยลีกได้เป็นครั้งแรกในปี 2008 จากนั้น
เนวิน ชิดชอบ ได้เข้ามาเทคโอเวอร์และเปลี่ยนชื่อเป็น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในที่สุด
หลังจากนั้นเขาพาทีมคว้าอีก 6 แชมป์ลีกภายในเวลา 10 ปี
ในยุคแรก บุรีรัมย์ ได้ทำการอิมพอร์ตนักเตะต่างชาติผิวสีชั้นดีอย่างเช่น
แฟรงค์ อาชิมปง และ แฟร้งโอฮันซ่า จนมายุคที่ใช้ตัวสเปนอย่าง ออสมาร์ และ คาเมโล่
กอนซาเลซ ก่อนจะมาถึงยุคละตินอเมริกาอย่าง ตูเญซ และ ดิโอโก้
ทำให้ทีมขึ้นชื่อเรื่องการนำเข้าผู้เล่นต่างชาติที่มีคุณภาพ
ส่วนนักเตะไทย ในยุคแรกพวกเขาก็มีการทุ่มคว้านักเตะอย่างคู่แฝด สุรีย์
และ สุรัตน์ สุขะ , อนาวิน จูจีน , จักรพันธ์ แก้วพรม และ นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม
แต่ในปัจจุบัน พวกเขาประกาศว่าจะไม่ทุ่มซื้อสตาร์ดังอีกต่อไป
ปราสาทสายฟ้า
จะมองหานักเตะที่นำมาปั้นต่อหรือต้องเป็นคนท้องถิ่นเท่านั้น
เหมือนที่ประสบความสำเร็จกับ พรรษา เหมวิบูลย์ นอกเหนือจากนี้
ก็จะใช้งานนักเตะดาวรุ่งจากอคาเดมี่ของตนเองเท่านั้น เพื่อหวังจะตามรอย รัตนากร
ใหม่คามิ , สุภโชค สารชาติ และ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา
เครดิตภาพ
Buriram united
https://www.isportconnect.com/world-athletics-indoor-championships-postponed-due-coronavirus/
https://saudigazette.com.sa/article/583325






























