วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
แฟชั่นกับโลกกีฬา
วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
2 ปีเน้นๆ!!! คะแนนจากเมืองทองและบุรีรัมย์ส่งไทยลีกคว้าตั๋ว 2+2 ถ้วย ACL
สโมสรจากไทยลีกเพิ่งจะได้รับข่าวดีกันไปหลังจากที่ทางสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย
(AFC) ได้เพิ่มโควต้าในการไปเล่นยังฟุตบอล เอเอฟซี แชมเปี้ยนลีก หรือ ACL ในฤดูกาลหน้าให้กับตัวแทนจากไทยลีก
จากเดิมที่ได้อยู่ที่ 1+2 ทีม ก็จะเพิ่มเป็น 2+2 หรือ
เอาทีมแชมป์ไทยลีกกับแชมป์เอฟเอคัพ เข้าไปเล่นรอบแบ่งกลุ่มทันที และอันดับ 2 และ 3
ในลีก จะไปเพลย์ออฟ (ชนะนัดเดียวเข้ารอบ) และไปเล่นรอบคัดเลือกรอบ 2 ตามลำดับ
ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็มาจากการที่คะแนนของลีกบ้านเราขยับแซงหน้าออสเตรเลีย
ขึ้นไปเป็นอันดับ 4 ของฝั่งเอเชียตะวันออก จาก 37.3 คะแนนที่เรามี
โดยคะแนนตรงนี้จะวัดจากผลงานของสโมสรไทยที่ไปเล่นในถ้วยใบใหญ่เอเชียนั่นแหละ และนับย้อนหลังไป 4 ปี ซึ่งรอบนี้จะเป็นคะแนนจากปี 2016-2019 โดยแบ่งแยกกันตามนี้
2016 - 1.00 คะแนน
2017 - 15.05 คะแนน
2018 - 16.20 คะแนน
2019 - 5.05 คะแนน
ถ้าจะเอาให้ชัดเจน หลักๆ มันก็มาจาก 2 ปีที่ทั้ง กิเลนผยอง
และ ปราสาทสายฟ้า ทะลุเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ในฟุตบอล ACL ในปี
2017 และ 2018 ตามลำดับ
โดยในปี 2017 เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในยุคที่ต่อยอดมาจากชุดดรีมทีมที่นำมาโดย
ธีรศิลป์ แดงดา , ชนาธิป สรงกระสินธ์ , ธีราทร
บุญมาทัน และ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ และถึงแม้จะเสีย ธนบูรณ์ เกศารัตน์ ไปแต่พวกเขาก็ได้ตัว
อีโฮ มิดฟิลด์เกาหลีใต้เข้ามาทดแทนและผนึกกำลังกับ อาโอยามะ , เซลิโอ้ ซานโต้ส และ
ซิสโก้ ฆิมิเนส
กิเลนผยองเริ่มต้นด้วยการบุกไปเสมอกับ บริสแบน โรว์ 0-0
ก่อนจะกลับมาโชว์ฟอร์มโหดพลิกล็อคล้ม คาชิม่า แอนท์เลอร์ส ไปด้วยสกอร์ 2-1
จากฟรีคิกสุดคมของ “ซ้ายปีศาจ” ของ ธีราทร
และบุกไปยันเสมอ อุลซาน ฮุนได 0-0
จากนั้นพวกเขาติดเครื่อง กลับมาชนะ อุลซาน ฮุนได 1-0 ในบ้าน และถล่ม บริสแบน
โรว์ 3-0 ทำให้เข้ารอบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสต์สโมสร และส่งท้ายด้วยการพ่าย
คาชิม่า ไป 1-2 ก่อนเข้ารอบไปพ่ายให้กับความสุดยอดของ คาวาซากิ ในรอบ 16 ทีม แค่นั่นก็มากพอที่จะทำให้ไทยได้เพิ่มมาอีก
15 คะแนนในปีนั้น
ปี 2018 ถึงคิวของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ได้สิทธิ์ไปเล่นบ้าง ปีนี้ทีมได้
เอ็ดการ์ บรูโน ดา ซิลวา ดาวยิงบราซิลมาผนึกกำลังกับ ดิโอโก้ ในแดนกลางได้ ยูจุนซู
มาเล่นกับ รัตนากร ใหม่คามิ และ จักพันธ์ แก้วพรหม โดยมี สุภโชค เป็นตัวสอกแทรก
เกมรับได้ ประวีณวัช บุญยงค์ และ พรรษา เหมวิบูลย์
มายืนขนาบข้างตัวเก๋าอย่าง ตูเนส โดยมี กรกช วิงซ้ายที่เป็นทีเด็ดในลูกตั้งเตะ
โดยพวกเขาเริ่มด้วยการบุกไปยันเสมอ กวางโจว เอฟเวอร์แกรนด์ ที่ปีนั้นฟอร์มไม่ดีมากนัก
ไป 1-1
และกลับมาพ่าย เจจู ยูไนเต็ด 0-2 คาบ้าน และกลับมาได้ด้วยการชนะ เซเรโซ่
โอซาก้า 2-0 และเสมอ กวางโจว อีกครั้งด้วยสกอร์เดิม ก่อนจะบุกไปเชือดเจจู 1-0
และขโมยแต้มจาก เซเรโซ่ ในนัดส่งท้ายพร้อมถีบให้ทีมดังแดนปลาดิบตกรอบไปในที่สุด
ในรอบ 16 ทีม ปราสาทสายฟ้า ต้องพบกับยอดทีมอย่าง ชนบุค ฮุนได
และพ่ายไปด้วยสกอร์รวม 4-3 ตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย แต่ก็คว้ามาอีก 16 แต้มเช่นกัน
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้มันจะส่งผลดีกับฟุตบอลไทยในทุกด้าน
ทั้งการการันตีไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม 2 ทีมแน่นอน แถมมีโอกาสลุ้นทีมที่สามมากขึ้น
เนื่องจากการเพลย์ออฟรอบสามจะได้ลงเล่นในบ้านและมีความได้เปรียบมากขึ้น
รวมถึงการแย่งชิงตำแหน่ง "Top 3"
ในไทยลีก และแชมป์เอฟเอคัพ ที่ทุกทีมจะต้องใส่กันอย่างเต็มที่แน่นอน
โดยเฉพาะทีมเจ้าบุญทุ่มที่ต้องการพาทีมไปเล่นในฟุตบอลเอเชีย เช่น การท่าเรือ , ทรู แบงค็อก และ บีจี ปทุม นั่นเอง
นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญของวงการฟุตบอลไทย ต่อจากนี้ 2
ทีมในรอบแบ่งกลุ่มก็คงจะต้องช่วยกันรักษาผลงาน รักษาแต้ม ให้ยึดอันดับนี้ให้นานที่สุด
ยังไงก็ต้องขอขอบคุณทั้ง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รวมถึงทีมอื่นๆ
ที่ช่วยกันยกระดับฟุตบอลไทยให้มีมาตรฐานและสนุกสนานขึ้นไปอีก
วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
บุนเดสลีก้า : กรณีศึกษาของการกลับมาเตะในยุคโควิด
5 สุดยอดดีลนักเตะไทยไปโลดแล่นต่างแดน
“ผมอยากไปเล่นต่างประเทศครับ” ประโยคนี้ถือเป็นหนึ่งในวลียอดฮิตหากไปตั้งคำถามกับเด็กนักฟุตบอลตัวน้อยวัยสัก 10 ขวบ ว่ามีเป้าหมายสูงสุดในการเล่นฟุตบอลอย่างไร
ถึงแม้มันเป็นสิ่งที่ดูไกลตัวและมีอุปสรรคมากมายคอยขวางกั้น
แต่ก็มีนักเตะไทยหลายรายที่เป็นตัวอย่างให้เห็นในรูปแบบของ “ไอดอล”
ว่ามันก็ไม่ได้มีอะไรยากเกินความสามารถของมนุษย์คนหนึ่ง หากทุ่มเทกับมันมากพอ
แล้วในบรรดาแข้งรุ่นพี่เหล่านั้น
มีใครกันบ้างที่ “ประสบความสำเร็จ” ในการออกไปไล่ล่าฝันของตนเองที่ต่างประเทศ แล้วมีดีลไหนบ้างที่สร้างชื่อให้นักเตะไทย
วันนี้ผมขอพาไปดู 5 อันดับ สุดยอดดีลของนักเตะไทยที่ย้ายไปเล่นยังต่างประเทศ ไปติดตามกันได้ในบทความนี้เลยครับ
10
มกราคม 2017 บนแผ่นดินทางเหนือของประเทศที่ได้ชื่อว่ามีลีกฟุตบอลที่ดีที่สุดในเอเชียอย่าง
ญี่ปุ่น คอนซาโดล ซัปโปโร ทีมในเจลีกได้ทำการเปิดตัว ชนาธิป สรงกระสินธ์ มิดฟิลด์จาก
เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สัญญายืมตัว 1ปีครึ่ง ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกในเจลีกยุคใหม่เลยทีเดียว
ในปีแรกนั้น ชนาธิป เข้าร่วมทีมไปในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง มันจึงเปรียบเสมือนการปรับตัวของ “เมสซี่เจ” เสียมากกว่า ก่อนที่ในฤดูกาล 2018 เจจะทำผลงาน 8 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ และติดทีมยอดเยี่ยมประจำปีของเจลีกเลยทีเดียว
ปัจจุบันนี้เจ้าตัวก็ก้าวขึ้นเป็นนักเตะที่มูลค่ามากที่สุดในทีมเรียบร้อยแล้ว และสิ่งที่ประเมิณค่าไม่ได้เลยนั่นก็คือการยอมรับในตัวของนักเตะไทยจากลีกญี่ปุ่นและมันก็เหมือนเป็นใบเบิกทางให้นักเตะไทยคนอื่นๆ ได้มีโอกาสย้ายไปเล่นที่ญี่ปุ่นอีกเช่นกัน
ในแง่การตลาด เจ้าเจได้ไปออกรายการ ยาเบจจิ เอฟซี ทางช่อง TV Asahi , รายการ Ima masani kiku ทางช่อง SKY
PerfecTV นอกจากนี้เขายังได้รับบทนำในโฆษณาของ Shiroi
Koibito อีกด้วย และ sportiva.shueisha.co.jp
เว็บไซต์ดังของญี่ปุ่นก็ได้รายงานว่า "เมสซี่เจ" ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในเมืองเพิ่มขึ้นถึง
49% จากปีก่อน เลยทีเดียว
หลังจากไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่กับ วิสเซล โกเบ ในปี 2018 “โก๋อุ้ม”
หรือ ธีราทร ก็ได้โอกาสอีกครั้งจาก โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ที่คุมทีมโดย อังเก้ อดีตโค้ชทีมชาติออสเตรเลียที่เคยเจอกับ
ธีราทร มาแล้วในเกมทีมชาติ
โดยในช่วงแรก อุ้ม ยังปรับตัวให้เข้ากับแทคติกของทีมไม่ได้
เนื่องจากทีมใช้ระบบ inverted fullback ที่ฟูลแบ็คจะต้องขยับเข้าไปยืนตรงกลางสนามในเวลาที่ทีมครองบอล
ซึ่งแตกต่างจากสไตล์เดิมของ ธีราทร ที่มักจะยืนชิดเส้นข้างสนาม
และเติมสูงขึ้นไปทำเกมรุก ทำให้ 11 นัดแรก อุ้มได้ลงสนามไปเพียง 3 นัดเท่านั้น
แต่เมื่อได้เริ่มเรียนรู้และปรับตัวได้ “โก๋อุ้ม”
ก็กลายเป็นตัวหลักที่ทีมขาดไม่ได้เลยตลอดทั้งฤดูกาล และอุ้มก็ช่วยให้ มารินอส มีฟอร์มการเล่นที่ดีมากขึ้น
จนคว้าแชมป์เจลีกมาครองได้แบบสุดยิ่งใหญ่
และกลายเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้แชมป์นี้
ในช่วงปี 2014 อัลเมเรีย ทีมในลาลีก้าสเปนได้ทำการยืมตัว “มุ้ย” ธีรศิลป์
แดงดา นักเตะเบอร์ 1 ทีมชาติไทยไปร่วมทีมด้วยสัญญา 1 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ กองหน้ารายนี้เคยไปร่วมซ้อมกับ
แอตเลติโก้ มาดริด ทีมยักษ์ใหญ่ในลีกมาก่อนแล้ว
และในการเดินทางครั้งนั้นของนักเตะที่แฟนบอลชาวไทยขนานนามว่า “เทพมุ้ย”
เขาก็ได้สัมผัสลีกเบอร์ 1 ของโลกอย่างลาลีก้า รวมถึงทำประตูในฟุตบอลถ้วยของสเปน
โดยนับเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้ลงเล่นและยิงประตูในฟุตบอลประเทศสเปน
ถึงจะไม่ได้ประสบความสำเร็จ แต่การได้ลงเล่นในลาลีก้าก็ทำให้ ธีรศิลป์
ได้ประสบการณ์อันล้ำค่าและสร้างชื่อไปทั่วเอเชีย
ก่อนจะได้ย้ายไปเล่นในเจลีกในเวลาต่อมานั่นเอง
“พี่ตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ตำนานกองหน้าอันดับ 1 ของประวัติศาสตร์ทีมชาติไทยที่สร้างผลงานพา
ทหารอากาศคว้า 12 แชมป์ในไทย ก่อนจะมีโอกาสได้ไปเล่นใน เคลีก เกาหลีใต้ กับ ลัคกี้โกลสตาร์ ที่ในปัจจุบันก็คือสโมสร เอฟซี โซล นั่นเอง
ปิยพงษ์ ได้รับโอกาสจากที่เจ้าตัวยิงประตูเกาหลีใต้ในคิงส์คัพ ทำให้สตาฟฟ์โค้ชของเกาหลีใต้
ที่เป็นผู้ช่วยโค้ชของลัคกี้ โกลด์ สตาร์ มาติดต่อให้ไปร่วมทีม ซึ่ง เดอะตุ๊ก ก็โชว์ผลงานอันยอดเยี่ยมด้วยการทำ
12 ประตู 6 แอสซิสต์จาก 21 นัด พร้อมครองรางวัล ดาวซัลโว , ท็อปแอสซิสต์ และติดทีมยอดเยี่ยมของ
เคลีก ในปี 1985
ซึ่งนั่นก็ทำให้ ปิยพงษ์ ผิวอ่อน กลายเป็นตำนานนักเตะของสโมสร
และปัจจุบันนี้แฟนฟุตบอลเกาหลีใต้ก็ยังรู้จักเขาในฐานะสุดยอดนักเตะไทยที่เคยมาสร้างชื่อเสียงไว้ในเคลีกนั่นเอง
“โค้ชเฮง” สุดยอดปรมาจารย์ฟุตบอลไทย ที่นอกจากจะเป็นยอดโค้ชแล้ว
ในสมัยเป็นนักเตะก็สุดยอดไม่แพ้กัน โดยหลังจากที่เจ้าตัวไปค้าแข้งกับ ยันม่าร์
ดีเซล ในลีกญี่ปุ่นมาแล้ว ก็ได้กลับมาเล่นทีมชาติไทยในเกมที่พบกับ โคโลญจน์ หลังจบเกม
อยู่ดี ๆ ก็มีแมวมองของทีมแฮร์ธ่า เบอร์ลิน เข้ามาแนะนำสโมสรให้รู้จัก
และถามว่าสนใจไปเล่นในบุนเดสลีก้าไหม
แน่นอน วิทยา ตอบตกลง และเขาก็กลายเป็นคนไทยคนแรกใน 5
ลีกสูงสุดของยุโรป ตอนแรก วิทยา ถูกส่งไปซ้อมกับทีมสำรอง แต่โค้ชทีมสำรองได้ไปบอกกับ
คูโน่ คล็อตเซอร์ โค้ชทีมชุดใหญ่ว่า วิทยาเล่นดีกว่าเด็กคนอื่นๆ เขาจึงได้โอกาสไปซ้อมกับทีมชุดใหญ่
แต่ด้วยความเป็นเอเชียจึงไม่ค่อยได้รับความเชื่อมั่นจากเพื่อนร่วมทีมมากนัก
รวมถึงโดดรุมเหยียดอยู่ตลอดเวลา แต่เจ้าตัวก็ยังอดทนฝึกซ้อมและผ่านมันมาได้
สุดท้ายเขาอยู่กับ เบอร์ลิน 3 ปี
ก่อนจะย้ายตามคำชักชวนของโค้ชเก่าไปยัง ซาร์บรุคเค่น ทีมในลีก้า 3 และมิดฟิลด์เจ้าของฉายา
“ไทยบูม” จะช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกและเลื่อนชั้นได้ในที่สุด ก่อนที่เจ้าตัวจะขอลาทีมกลับมายังเมืองไทยและเริ่มงานโค้ชในเวลาต่อมา
!!!
วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
นักบาสหมื่นล้าน ไมเคิล จอร์แดน(Michael Jordan)
วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
เจลีกกลับมาแล้ว! ส่องความพร้อม 5 ตัวเต็งแชมป์เจลีก
เป็นเวลากว่า 4 เดือนแล้วนับตั้งแต่นัดแรกของศึกเจลีก 2020 ลงเล่นไป ก่อนจะถูกเบรคยาวด้วยจอมไวรัสป่วนโลกอย่าง COVID-19 แต่เอาหละ ตอนนี้สิ้นสุดการรอคอย ลีกฟุตบอลที่ได้ชื่อว่าสนุกและสูสีที่สุดในเอเชียกลับมาแล้ว
โดยในปีนี้ มารินอส ของ “โก๋อุ้ม” จะป้องกันแชมป์ได้หรือไม่
แล้วใครจะเป็นคู่แข่งที่น่าสนใจ เรามาดูสภาพทีม
สภาพความพร้อม ของเหล่าบรรดาทีมเต็งที่ถูกคาดหมายจากบ่อนพนันถูกกฏหมายทั่วโลกกันเลยดีกว่า
เต็ง 5 คาชิว่า
เรย์โซล
“เจ้าชายสุริยะ” กลับขึ้นชั้นมาสู่ เจลีก 1 ด้วยสถานะแชมป์ เจลีก 2 ในฤดูกาล
2019 โดยในนัดแรกที่เปิดฤดูกาลพวกเขาเปิดบ้านถล่ม ซัปโปโร ไปถึง 4-2
พวกเขามีขุมกำลังเกมรุกที่ยอดเยี่ยม นำโดย 3 ผสานอย่าง ไมเคิ่ล
โอลันก้า กองหน้าทีมชาติเคนย่า เจ้าของความสูง 190 เซนติเมตร จับคู่กับ คริสเตียโน
ดาซิลวา ดาวยิงบราซิเลี่ยน ที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่สมัยก่อนตกชั้น และ อาตารุ
เอซากะ
โดยในฤดูกาลก่อน ทั้งสนามคนยิงรวมกันในเจลีก 2 ไปถึง 57 ประตูด้วยกัน
ด้วยเกมรุกที่ดุดันเช่นนี้ ทำให้พวกเขากระโดดขึ้นมาเป็นเต็ง 5 ของการแย่งชิงแชมป์
เจลีก ฤดูกาลนี้นั่นเอง
เต็ง 4 คาชิม่า แอนท์เลอร์ส
แชมป์เจลีก และรองแชมป์โลกเมื่อปี 2016 ถูกคาดหมายให้อยู่ในเต็ง 4
ของบรรดาทีมลุ้นแชมป์ โดยในปีก่อนพวกเขามีผลงานเกาะหัวตารางในช่วงเลกแรก ก่อนที่จะเสีย
ซูซูกิ ดาวยิงตัวเก่ง , ยูกิ อาเบะ ปีกดาวรุ่ง และ อันไซ แบ็คจอมบุก โดยทั้งสามคนย้ายไปเล่นยังยุโรป
ทำให้ผลงานตกลงมาในครึ่งปีหลัง ก่อนที่ต้นปีนี้ จอมทัพของทีมอย่าง แซจินโญ่
จะย้ายไปค้าแข้งในลีกจีน ทำให้พวกเขาต้องเสริมทัพด้วยการดึง เอเวอราโด้ และ ฆวน
อลาโน่ ศูนย์หน้า และ มิดฟิลด์ตัวรุก ชาวบราซิล
เพื่อมาผนึกกำลังกับตัวเก่งอย่าง เลโอ ซิลวา และ โชมะ โดอิ
แต่แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงแนวรุกใหม่แบบนี้ มันก็จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัว
แล้วผลงานจะออกมาเป็นอย่างไร ก็คงต้องติดตามกันต่อไป
เต็ง 3 เอฟซี โตเกียว
รองแชมป์เก่าเสริมทัพได้แบบสุดโหดด้วยการเสริม อเดลตัน ตัวรุกจาก
จูปิโล่ อิวาตะ , เลอันโดร ดาวยิงจอมเก๋าจาก คาชิม่า และ อาร์ตู ซิลวา มิดฟิลด์บราซิล
ซึ่งมันจะทำให้พวกเขามีแนวรุกสุดโหดโดยมี อเดลตัน และ เลอันโดร
สองแข้งใหม่มาผนึกกำลังกับ ดีเอโก้ โอลิเวียร่า รองดาวซัลโวเจลีกฤดูกาลก่อน
ส่วนแดนกลางมีสองมิดฟิดล์ทีมชาติญี่ปุนอย่าง เคนโตะ ฮาชิโมโตะ และ ฮิโรทากะ มิตะ
รวมถึงเกมรับก็มีคู่เซนเตอร์อย่าง วาตานาเบะ ยืนคู่กับจอมเก๋าอย่าง โมริชิเกะ
ถือว่าเป็นทีมที่มีแกนหลักในและขุมกำลังที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว
เต็ง 2 คาวาซากิ ฟรอนตาเล่
ฟรอนตาเล่ ยังคงคุณภาพด้วยขุมกำลังเดิมที่ยอดเยี่ยมไว้อย่างครบครัน
โดยในนัดเปิดฤดูกาลพวกเขาทำได้แค่เสมอ ซากัน โทสุ 0-0 ในชนิดที่ว่าโหมบุกทั้งเกม
เลอันโดร ดามิเยา ดาวซัลโว โอลิมปิกเกมเมื่อปี 2012 ยังคงปักหลักอยู่กับทีมต่อไป
รวมถึง อิเอนากะ ซ้ายอันตราย , นากามูระ ตัวรุกวัย 39 , โอชิมะ
มิดฟิลด์ตัวหลักทีมชาติญี่ปุ่น และ ยู โคบายาชิ กองหน้าชื่อดังของทีม
ถือว่าเป็นทีมที่แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง และเน้นทีมเวิร์ค โดยพวกเขาก็ขึ้นชื่อในการเล่นต่อบอลอันสวยงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
เต็ง 1 โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส
ทัพกะลาสีที่พึ่งประกาศศักดากลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งในรอบ 15 ปี
ด้วยผลงานที่สุดเฉียบทั้งผลสกอร์และรูปเกม
มาปีนี้ อังเก้ ปอสเตโคกลู กุนซือคนเก่งได้ทำการขยายสัญญายืม เอริค
ลิมา ดาวยิงตัวเก่ง และทำการซื้อขาด ติอาโก้ มาร์ติน ปราการหลังตัวเก่ง และ ธีราธร
บุญมาทัน ไปด้วยงบเฉียด 100 ล้านบาท รวมถึงดึง อาดู โอไนวู
กองหน้าผิวสีสัญชาติญี่ปุ่นมาเสริมเกมรุกอีกราย
ถึงแม้พวกเขาจะออกสตาร์ทด้วยการพ่ายแพ้ในลีก แต่ในเอเอฟซี แชมเปี้ยนลีก พวกเขาก็ยังโชว์ฟอร์มเก่งถล่มเอาชนะไปได้ทั้ง 2 นัดติด
ซึ่งนั่นก็เป็นดาบสองคม เพราะว่าการมีภาระในถ้วยเอเชียอาจทำให้สมาธิในเกมลีกของพวกเขาตกลงไปเช่นกัน
ก็ต้องคอยตามดูกันว่า อังเก้ จะสามารถบริหารทีมได้ดีขนาดไหนในฤดูกาลนี้




































