วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

แฟชั่นกับโลกกีฬา


โลกกีฬาปัจจุบันถือได้ว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมากที่ผ่านมาเราอาจจะได้เห็นแฟชั่นกับนักกีฬาซึ่งถือว่าเป็นธุรกิจอีกอย่างหนึ่งนักกีฬาที่มีชื่อเสียงจะถูกจับตามองทั้งในและนอกสนาม นักกีฬายังเป็นต้นแบบ แรงบันดาลใจให้กับแฟนกีฬาของตัวนักกีฬาเอง

แฟชั่นกับนักกีฬาได้เริ่มขึ้นจาก Nike แบรนด์กีฬาดังจากสหรัฐอเมริกาได้ออกแบบรองเท้าบาสเกตบอลรุ่นพิเศษให้กับ ไมเคิล จอร์แดน(Michael Jordan)ที่มีชื่อรุ่นว่า Air Jordan ซึ่งในตอนนั้น ไมเคิล จอร์แดน กำลังดังมากๆด้วยรองเท้าที่มีสีสันโดดเด่นถือว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับในตอนนั้นเป็นอย่างมากทำให้รองเท้ารุ่น Air Jordan โด่งดังไปทั่วโลกแล้วก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่รองเท้า แต่ข้ามไปถึงเครื่องแต่งกายชนิดอื่นทำให้ไปสู่ความนิยมในด้านแฟชั่นและนี่คือจุดเริ่มต้นของแฟชั่นกับนักกีฬา



ถ้าให้พูดถึงแฟชั่นกับกีฬาฟุตบอลซึ่งเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆของโลกโดยแฟชั่นกับนักฟุตบอลได้เกิดจาก อีริค คันโตนา ตำนานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยความเก่งและมีความเป็นเอกลักษณ์จากการดึงปกคอเสื้อตั้งขึ้นทำให้เกิดเป็นแฟชั่นการสวมใส่เสื้อเชิ้ตคอตั้งนับตั้งแต่นั้นมา และอีกคนคือ เดวิด เบ็คแฮม เขาคือต้นแบบของนักฟุตบอลทั่วโลกว่านักกีฬาก็สามารถเป็นไอคอนด้านแฟชั่นได้กับภาพลักษณ์ซุปเปอร์สตาร์


แฟชั่นกับทรงผมของนักกีฬานอกจากการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์แล้วทรงผมที่แหวกแนวของนักกีฬาก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความโดดเด่นที่ไม่แพ้แฟชั่นชนิดอื่นเลยนักกีฬาที่นำเทรนด์ด้านทรงผมสุดแนว เช่น พอล ป็อกบา คริสเตียโน่ โรนัลโด

ด้วยชื่อเสียงของนักกีฬาบวกกับแฟชั่นสามารถนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจทางด้านแฟชั่นได้อย่างไม่ยากอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด ได้เซ็นสัญญาตลอดชีวิตกับ Nike ด้วยผลตอบแทนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐและทำให้เจ้าตัวได้มีสินค้า คอลเลคชั่นของตัวเองภายใต้คอลเลชั่น CR7 ร่วมกับ Nike อยู่ตลอดเวลาและยังทำให้เกิดสีสันในโลกกีฬาอีกด้วย

เครดิต
nssmag
missiontothemoon

อัตชัย : ปัณณ์กฤษฎ์ พงศโอสธี
ผู้เขียน


วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

2 ปีเน้นๆ!!! คะแนนจากเมืองทองและบุรีรัมย์ส่งไทยลีกคว้าตั๋ว 2+2 ถ้วย ACL



สโมสรจากไทยลีกเพิ่งจะได้รับข่าวดีกันไปหลังจากที่ทางสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) ได้เพิ่มโควต้าในการไปเล่นยังฟุตบอล เอเอฟซี แชมเปี้ยนลีก หรือ ACL ในฤดูกาลหน้าให้กับตัวแทนจากไทยลีก

 

จากเดิมที่ได้อยู่ที่ 1+2 ทีม ก็จะเพิ่มเป็น 2+2 หรือ เอาทีมแชมป์ไทยลีกกับแชมป์เอฟเอคัพ เข้าไปเล่นรอบแบ่งกลุ่มทันที และอันดับ 2 และ 3 ในลีก จะไปเพลย์ออฟ (ชนะนัดเดียวเข้ารอบ) และไปเล่นรอบคัดเลือกรอบ 2 ตามลำดับ

 

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็มาจากการที่คะแนนของลีกบ้านเราขยับแซงหน้าออสเตรเลีย ขึ้นไปเป็นอันดับ 4 ของฝั่งเอเชียตะวันออก จาก 37.3 คะแนนที่เรามี

 

โดยคะแนนตรงนี้จะวัดจากผลงานของสโมสรไทยที่ไปเล่นในถ้วยใบใหญ่เอเชียนั่นแหละ และนับย้อนหลังไป 4 ปี ซึ่งรอบนี้จะเป็นคะแนนจากปี 2016-2019 โดยแบ่งแยกกันตามนี้

2016 - 1.00 คะแนน

2017 - 15.05 คะแนน

2018 - 16.20 คะแนน

2019 - 5.05 คะแนน


ถ้าจะเอาให้ชัดเจน หลักๆ มันก็มาจาก 2 ปีที่ทั้ง กิเลนผยอง และ ปราสาทสายฟ้า ทะลุเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ในฟุตบอล ACL ในปี 2017 และ 2018 ตามลำดับ

 

โดยในปี 2017 เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในยุคที่ต่อยอดมาจากชุดดรีมทีมที่นำมาโดย ธีรศิลป์ แดงดา , ชนาธิป สรงกระสินธ์ , ธีราทร บุญมาทัน และ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ และถึงแม้จะเสีย ธนบูรณ์ เกศารัตน์ ไปแต่พวกเขาก็ได้ตัว อีโฮ มิดฟิลด์เกาหลีใต้เข้ามาทดแทนและผนึกกำลังกับ อาโอยามะ , เซลิโอ้ ซานโต้ส และ ซิสโก้ ฆิมิเนส

 

กิเลนผยองเริ่มต้นด้วยการบุกไปเสมอกับ บริสแบน โรว์ 0-0 ก่อนจะกลับมาโชว์ฟอร์มโหดพลิกล็อคล้ม คาชิม่า แอนท์เลอร์ส ไปด้วยสกอร์ 2-1 จากฟรีคิกสุดคมของ ซ้ายปีศาจ ของ ธีราทร และบุกไปยันเสมอ อุลซาน ฮุนได 0-0

 

จากนั้นพวกเขาติดเครื่อง กลับมาชนะ อุลซาน ฮุนได 1-0 ในบ้าน และถล่ม บริสแบน โรว์ 3-0 ทำให้เข้ารอบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสต์สโมสร และส่งท้ายด้วยการพ่าย คาชิม่า ไป 1-2 ก่อนเข้ารอบไปพ่ายให้กับความสุดยอดของ คาวาซากิ ในรอบ 16 ทีม แค่นั่นก็มากพอที่จะทำให้ไทยได้เพิ่มมาอีก 15 คะแนนในปีนั้น

 

ปี 2018 ถึงคิวของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ได้สิทธิ์ไปเล่นบ้าง ปีนี้ทีมได้ เอ็ดการ์ บรูโน ดา ซิลวา ดาวยิงบราซิลมาผนึกกำลังกับ ดิโอโก้ ในแดนกลางได้ ยูจุนซู มาเล่นกับ รัตนากร ใหม่คามิ และ จักพันธ์ แก้วพรหม โดยมี สุภโชค เป็นตัวสอกแทรก

เกมรับได้ ประวีณวัช บุญยงค์ และ พรรษา เหมวิบูลย์ มายืนขนาบข้างตัวเก๋าอย่าง ตูเนส โดยมี กรกช วิงซ้ายที่เป็นทีเด็ดในลูกตั้งเตะ โดยพวกเขาเริ่มด้วยการบุกไปยันเสมอ กวางโจว เอฟเวอร์แกรนด์ ที่ปีนั้นฟอร์มไม่ดีมากนัก ไป 1-1

 

และกลับมาพ่าย เจจู ยูไนเต็ด 0-2 คาบ้าน และกลับมาได้ด้วยการชนะ เซเรโซ่ โอซาก้า 2-0 และเสมอ กวางโจว อีกครั้งด้วยสกอร์เดิม ก่อนจะบุกไปเชือดเจจู 1-0 และขโมยแต้มจาก เซเรโซ่ ในนัดส่งท้ายพร้อมถีบให้ทีมดังแดนปลาดิบตกรอบไปในที่สุด

 

ในรอบ 16 ทีม ปราสาทสายฟ้า ต้องพบกับยอดทีมอย่าง ชนบุค ฮุนได และพ่ายไปด้วยสกอร์รวม 4-3 ตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย แต่ก็คว้ามาอีก 16 แต้มเช่นกัน

 

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้มันจะส่งผลดีกับฟุตบอลไทยในทุกด้าน ทั้งการการันตีไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม 2 ทีมแน่นอน แถมมีโอกาสลุ้นทีมที่สามมากขึ้น เนื่องจากการเพลย์ออฟรอบสามจะได้ลงเล่นในบ้านและมีความได้เปรียบมากขึ้น

 

รวมถึงการแย่งชิงตำแหน่ง "Top 3" ในไทยลีก และแชมป์เอฟเอคัพ ที่ทุกทีมจะต้องใส่กันอย่างเต็มที่แน่นอน โดยเฉพาะทีมเจ้าบุญทุ่มที่ต้องการพาทีมไปเล่นในฟุตบอลเอเชีย เช่น การท่าเรือ , ทรู แบงค็อก และ บีจี ปทุม นั่นเอง

 

นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญของวงการฟุตบอลไทย ต่อจากนี้ 2 ทีมในรอบแบ่งกลุ่มก็คงจะต้องช่วยกันรักษาผลงาน รักษาแต้ม ให้ยึดอันดับนี้ให้นานที่สุด ยังไงก็ต้องขอขอบคุณทั้ง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รวมถึงทีมอื่นๆ ที่ช่วยกันยกระดับฟุตบอลไทยให้มีมาตรฐานและสนุกสนานขึ้นไปอีก


เครดิตภาพ
muangthong united
buriram united

PALM WAZZA : ธนชล เอ่งฉ้วน

ผู้เขียน


วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

บุนเดสลีก้า : กรณีศึกษาของการกลับมาเตะในยุคโควิด


จากเหตุการณ์โรคโควิด-19 ทำให้คนทั่วโลกได้รับผลกระทบกันเป็นอย่างมากทำให้ทุกอย่างต้องค่อยๆปิดรวมถึงกระทบถึงกีฬาทั่วโลกโดยกีฬาฟุตบอลได้ทำหยุดทำการแข่งขันตั้งแต่เดือนมีนาคมเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬาและแฟนๆกีฬา

เมื่อสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกได้เริ่มดีขึ้นกีฬาก็ได้กลับมาทำการแข่งขันหลังจากที่หยุดตั้งแต่เดือนมีนาคมรวมถึงกีฬาฟุตบอลโดยก่อนหน้านี้ฟุตบอลเคลีกของเกาหลีใต้ได้กลับมาเตะอีกครั้งในวันที่ 8 พฤษภาคมหลังจากหยุดไป 2 เดือนการแข่งขันฟุตบอลบุนเดสลีกาของเยอรมนีได้กลับมาลงเตะกันอีกครั้งเป็นลีกเดียวจาก 5 ลีกใหญ่ยุโรปที่กลับมาลงเตะก่อน

มาตราการการป้องกันการระบาดโรคโควิด-19 ในบุนเดสลีกาก่อนทำการแข่งขันผู้เล่นทุกคนต้องเก็บตัวกับทีมตลอดทั้งสัปดาห์ก่อนทำการแข่งขันและตั้งได้รับการตรวจอยู่เสมอ ในวันทำการแข่งขันนักเตะและทีมงานจะต้องเดินทางมาด้วยกันแต่ต้องมีระยะห่างกันโดยก่อนเข้าสนามนักกีฬาและทีมงานทุกคนจะต้องใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งและจะต้องมีการวัดอุณหภูมิของร่างกายเพื่อให้แน่ใจก่อนทำการแข่งขัน



สำหรับแฟนบอลจะไม่ให้เข้าสนามมาเชียร์เข้ามาชมการแข่งขันโดยด้านในสนามจะเข้าได้ได้แค่ 213 คนเท่านั้นจะมีแค่ ทีมงาน นักกีฬา ทีมแพทย์ ทีมถ่ายทอดสด ก่อนทำการแข่งขันจะไม่มีการเข้าแถวจับมือกันระหว่างสองทีม ในส่วนผู้เล่นตัวสำรองจะต้องใส่หน้ากากอนามัยและต้องนั่งเว้นระยะห่างกันลูกฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขันจะต้องถูกฆ่าเชื้อก่อนทำการแข่งขันและต้องฆ่าเชื้อระหว่างพักครึ่งด้วย ในด้านของฟุตบอลในเอเชียเจลีกของประเทศญี่ปุ่นจะกลับมาเตะในสัปดาห์นี้กันเป็นสัปดาห์แรกหลังจากที่หยุดไปเกือบ 3 เดือนโดยประเทศญี่ปุ่นได้มีการวางแผนให้แฟนบอลกลับเข้ามาชมการแข่งขันได้ในเดือนสิงหาคมโดยจะมีผู้ชมแค่ 5 พันคนต่อสนามถือว่าจะเป็นลีกแรกที่จะให้แฟนกีฬาเข้ามาชมการแข่งขันอีกด้วย

นี่ก็เป็นมาตราการบางส่วนของการป้องกันโรคโควิด-19 ของการแข่งขันฟุตบอลโดยในปัจจุบัน 5 ลีกใหญ่ยุโรปก็ได้กลับมาเตะกันอีกครั้ง บุนเดสลีกาของเยอรมนีก็ได้แข่งขันจบเป็นที่เรียบร้อยแชมป์ในปีนี้ก็ยังคงเป็นของเจ้าเก่า บาเยิร์น มิวนิค เป็นแชมป์บุนเดสลีกา 8 สมัยติดกันและเป็นสมัยที่ 30 ของสโมสรอีกด้วย

เครดิต 
AS


อัตชัย : ปัณณ์กฤษฎ์ พงศโอสธี
ผู้เขียน

5 สุดยอดดีลนักเตะไทยไปโลดแล่นต่างแดน



“ผมอยากไปเล่นต่างประเทศครับ” ประโยคนี้ถือเป็นหนึ่งในวลียอดฮิตหากไปตั้งคำถามกับเด็กนักฟุตบอลตัวน้อยวัยสัก 10 ขวบ ว่ามีเป้าหมายสูงสุดในการเล่นฟุตบอลอย่างไร

 

ถึงแม้มันเป็นสิ่งที่ดูไกลตัวและมีอุปสรรคมากมายคอยขวางกั้น แต่ก็มีนักเตะไทยหลายรายที่เป็นตัวอย่างให้เห็นในรูปแบบของ “ไอดอล” ว่ามันก็ไม่ได้มีอะไรยากเกินความสามารถของมนุษย์คนหนึ่ง หากทุ่มเทกับมันมากพอ

 

แล้วในบรรดาแข้งรุ่นพี่เหล่านั้น มีใครกันบ้างที่ “ประสบความสำเร็จ” ในการออกไปไล่ล่าฝันของตนเองที่ต่างประเทศ แล้วมีดีลไหนบ้างที่สร้างชื่อให้นักเตะไทย วันนี้ผมขอพาไปดู 5 อันดับ สุดยอดดีลของนักเตะไทยที่ย้ายไปเล่นยังต่างประเทศ ไปติดตามกันได้ในบทความนี้เลยครับ


 อันดับ 5 ชนาธิป สรงกระสินธ์ ย้ายไป คอนซาโดล ซัปโปโร

10 มกราคม 2017 บนแผ่นดินทางเหนือของประเทศที่ได้ชื่อว่ามีลีกฟุตบอลที่ดีที่สุดในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น คอนซาโดล ซัปโปโร ทีมในเจลีกได้ทำการเปิดตัว ชนาธิป สรงกระสินธ์ มิดฟิลด์จาก เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สัญญายืมตัว 1ปีครึ่ง ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกในเจลีกยุคใหม่เลยทีเดียว


ในปีแรกนั้น ชนาธิป เข้าร่วมทีมไปในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง มันจึงเปรียบเสมือนการปรับตัวของ เมสซี่เจ เสียมากกว่า ก่อนที่ในฤดูกาล 2018 เจจะทำผลงาน 8 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ และติดทีมยอดเยี่ยมประจำปีของเจลีกเลยทีเดียว


ปัจจุบันนี้เจ้าตัวก็ก้าวขึ้นเป็นนักเตะที่มูลค่ามากที่สุดในทีมเรียบร้อยแล้ว และสิ่งที่ประเมิณค่าไม่ได้เลยนั่นก็คือการยอมรับในตัวของนักเตะไทยจากลีกญี่ปุ่นและมันก็เหมือนเป็นใบเบิกทางให้นักเตะไทยคนอื่นๆ ได้มีโอกาสย้ายไปเล่นที่ญี่ปุ่นอีกเช่นกัน


ในแง่การตลาด เจ้าเจได้ไปออกรายการ ยาเบจจิ เอฟซี ทางช่อง TV Asahi , รายการ Ima masani kiku ทางช่อง SKY PerfecTV นอกจากนี้เขายังได้รับบทนำในโฆษณาของ Shiroi Koibito อีกด้วย และ sportiva.shueisha.co.jp เว็บไซต์ดังของญี่ปุ่นก็ได้รายงานว่า "เมสซี่เจ" ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในเมืองเพิ่มขึ้นถึง 49% จากปีก่อน เลยทีเดียว


 อันดับ 4 ธีราทร บุญมาทัน ย้ายไป โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส

หลังจากไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่กับ วิสเซล โกเบ ในปี 2018 “โก๋อุ้ม” หรือ ธีราทร ก็ได้โอกาสอีกครั้งจาก โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ที่คุมทีมโดย อังเก้ อดีตโค้ชทีมชาติออสเตรเลียที่เคยเจอกับ ธีราทร มาแล้วในเกมทีมชาติ

 

โดยในช่วงแรก อุ้ม ยังปรับตัวให้เข้ากับแทคติกของทีมไม่ได้ เนื่องจากทีมใช้ระบบ inverted fullback ที่ฟูลแบ็คจะต้องขยับเข้าไปยืนตรงกลางสนามในเวลาที่ทีมครองบอล ซึ่งแตกต่างจากสไตล์เดิมของ ธีราทร ที่มักจะยืนชิดเส้นข้างสนาม และเติมสูงขึ้นไปทำเกมรุก ทำให้ 11 นัดแรก อุ้มได้ลงสนามไปเพียง 3 นัดเท่านั้น

 

แต่เมื่อได้เริ่มเรียนรู้และปรับตัวได้ “โก๋อุ้ม” ก็กลายเป็นตัวหลักที่ทีมขาดไม่ได้เลยตลอดทั้งฤดูกาล และอุ้มก็ช่วยให้ มารินอส มีฟอร์มการเล่นที่ดีมากขึ้น จนคว้าแชมป์เจลีกมาครองได้แบบสุดยิ่งใหญ่ และกลายเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้แชมป์นี้


 อันดับ 3 ธีรศิลป์ แดงดา ย้ายไป อัลเมเรีย

ในช่วงปี 2014 อัลเมเรีย ทีมในลาลีก้าสเปนได้ทำการยืมตัว “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา นักเตะเบอร์ 1 ทีมชาติไทยไปร่วมทีมด้วยสัญญา 1 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ กองหน้ารายนี้เคยไปร่วมซ้อมกับ แอตเลติโก้ มาดริด ทีมยักษ์ใหญ่ในลีกมาก่อนแล้ว

 

และในการเดินทางครั้งนั้นของนักเตะที่แฟนบอลชาวไทยขนานนามว่า “เทพมุ้ย” เขาก็ได้สัมผัสลีกเบอร์ 1 ของโลกอย่างลาลีก้า รวมถึงทำประตูในฟุตบอลถ้วยของสเปน โดยนับเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้ลงเล่นและยิงประตูในฟุตบอลประเทศสเปน

 

ถึงจะไม่ได้ประสบความสำเร็จ แต่การได้ลงเล่นในลาลีก้าก็ทำให้ ธีรศิลป์ ได้ประสบการณ์อันล้ำค่าและสร้างชื่อไปทั่วเอเชีย ก่อนจะได้ย้ายไปเล่นในเจลีกในเวลาต่อมานั่นเอง


 อันดับ 2 ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ย้ายไป ลัคกี้โกลสตาร์

“พี่ตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ตำนานกองหน้าอันดับ 1 ของประวัติศาสตร์ทีมชาติไทยที่สร้างผลงานพา ทหารอากาศคว้า 12 แชมป์ในไทย ก่อนจะมีโอกาสได้ไปเล่นใน เคลีก เกาหลีใต้ กับ ลัคกี้โกลสตาร์ ที่ในปัจจุบันก็คือสโมสร เอฟซี โซล นั่นเอง

 

ปิยพงษ์ ได้รับโอกาสจากที่เจ้าตัวยิงประตูเกาหลีใต้ในคิงส์คัพ ทำให้สตาฟฟ์โค้ชของเกาหลีใต้ ที่เป็นผู้ช่วยโค้ชของลัคกี้ โกลด์ สตาร์ มาติดต่อให้ไปร่วมทีม ซึ่ง เดอะตุ๊ก ก็โชว์ผลงานอันยอดเยี่ยมด้วยการทำ 12 ประตู 6 แอสซิสต์จาก 21 นัด พร้อมครองรางวัล ดาวซัลโว , ท็อปแอสซิสต์ และติดทีมยอดเยี่ยมของ เคลีก ในปี 1985

 

ซึ่งนั่นก็ทำให้ ปิยพงษ์ ผิวอ่อน กลายเป็นตำนานนักเตะของสโมสร และปัจจุบันนี้แฟนฟุตบอลเกาหลีใต้ก็ยังรู้จักเขาในฐานะสุดยอดนักเตะไทยที่เคยมาสร้างชื่อเสียงไว้ในเคลีกนั่นเอง

 

อันดับ 1 วิทยา เลาหกุล ย้ายไป แฮร์ธ่า เบอร์ลิน

“โค้ชเฮง” สุดยอดปรมาจารย์ฟุตบอลไทย ที่นอกจากจะเป็นยอดโค้ชแล้ว ในสมัยเป็นนักเตะก็สุดยอดไม่แพ้กัน โดยหลังจากที่เจ้าตัวไปค้าแข้งกับ ยันม่าร์ ดีเซล ในลีกญี่ปุ่นมาแล้ว ก็ได้กลับมาเล่นทีมชาติไทยในเกมที่พบกับ โคโลญจน์ หลังจบเกม อยู่ดี ๆ ก็มีแมวมองของทีมแฮร์ธ่า เบอร์ลิน เข้ามาแนะนำสโมสรให้รู้จัก และถามว่าสนใจไปเล่นในบุนเดสลีก้าไหม

 

แน่นอน วิทยา ตอบตกลง และเขาก็กลายเป็นคนไทยคนแรกใน 5 ลีกสูงสุดของยุโรป ตอนแรก วิทยา ถูกส่งไปซ้อมกับทีมสำรอง แต่โค้ชทีมสำรองได้ไปบอกกับ คูโน่ คล็อตเซอร์ โค้ชทีมชุดใหญ่ว่า วิทยาเล่นดีกว่าเด็กคนอื่นๆ เขาจึงได้โอกาสไปซ้อมกับทีมชุดใหญ่ แต่ด้วยความเป็นเอเชียจึงไม่ค่อยได้รับความเชื่อมั่นจากเพื่อนร่วมทีมมากนัก รวมถึงโดดรุมเหยียดอยู่ตลอดเวลา แต่เจ้าตัวก็ยังอดทนฝึกซ้อมและผ่านมันมาได้

 

สุดท้ายเขาอยู่กับ เบอร์ลิน 3 ปี ก่อนจะย้ายตามคำชักชวนของโค้ชเก่าไปยัง ซาร์บรุคเค่น ทีมในลีก้า 3 และมิดฟิลด์เจ้าของฉายา “ไทยบูม” จะช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกและเลื่อนชั้นได้ในที่สุด ก่อนที่เจ้าตัวจะขอลาทีมกลับมายังเมืองไทยและเริ่มงานโค้ชในเวลาต่อมา !!!


เครดิตภาพ
M thai
J-league
ฟุตบอลสยาม
hertha berlin fc


PALM WAZZA : ธนชล เอ่งฉ้วน

ผู้เขียน

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

นักบาสหมื่นล้าน ไมเคิล จอร์แดน(Michael Jordan)


วันนี้เราจะพามารู้จักนักกีฬาบาสเกตบอลคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกและทรงอิทธิพลมากที่สุดหากพูดถึงบาสเกตบอลคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ไมเคิล จอร์แดน(Michael Jordan)เขาถูกยกว่าเป็นนักบาสที่เก่งที่สุดตลอดกาลไม่ว่าจะเป็นผลงานในสนามและนอกสนาม

ไมเคิล จอร์แดนยังเป็นนักกีฬาที่มีรายได้มากที่สุดในโลกแม้เขาจะเลิกเล่นไปแล้ว 20 ปี ไมเคิล จอร์แดนจากเด็กที่ถูกโค้ชดูถูกว่าเป็นได้แค่เด็กเก็บบอลของทีมโรงเรียน เขาได้ฝึกฝนอย่างหนัก พัฒานาไปเรื่อยๆ จนเรียนจบเขาก็ได้รับข้อเสนอจากหลายมหาวิทยาลัยแต่เขาก็ได้เลือกเล่นให้กับ นอร์ทแคโรไลนาและพาทีมความแชมป์ระดับกีฬามหาลัยได้

จากนั้นในปี 1984 จอร์แดนได้เข้าสู่ NBA ลีกอาชีพโดยทีมที่เขาเล่นให้คือทีม Chicago Bull โดยในช่วง 7 ปีแรกทีมไม่ประสบความสำเร็จเลย จนมาในปี 1991 จอร์แดนพาทีมความแชมป์ได้สำเร็จและทำได้ถึง 3 ปีติดต่อ ในปี 1993 จอร์แดนประกาศช็อกวงการด้วยการประกาศเลิกเล่นโดยเขาหันไปเล่นเบสบอล แต่เมื่อผ่านไป 2 ปีจอร์แดนก็ได้กลับมาแข่งบาสเกตบอลอีกครั้งกับทีมเดิมคือ Chicago Bull ในปีแรกที่เขากับมาไม่สามาถพาทีมคว้าแชมป์ได้เขาได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก เขาได้เก็บเอาคำสบประมาทมาเป็นแรงผลักดัน พัฒานตัวเองอีกครั้ง ฝึกซ้อมอย่างหนัก

ในปี 1996-1998 เขาได้พาทีมคว้าแชมป์ถึง 3 ปีติดต่อกันอีกครั้งตลอดชีวิตการเป็นนักกีฬาของจอร์แดนเขาได้ทำเงินจากการเล่นบาสได้เพียง 3,000 ล้านบาทแต่เมื่อจอร์แดนเลิกเล่นทำไมเขาถึงรวยขึ้นๆ โดยในปี 2018 จอร์แดนมีทรัพย์สินถึง 51,000 ล้านบาท ด้วยชื่อเสียงและตำนานที่เขาได้สร้างไว้ทำให้ชื่อจอร์แดนขายได้เสมอ



ไมเคิล จอร์แดนได้เซ็นสัญญากับ Nike โดยไนกี้ได้ผลิตรองเท้าบาสเกตบอลในชื่อ Air Jordan ซึ่งจอร์แดนจะได้รับส่วนแบ่งจากยอดการขายจนสร้างทรัพย์สินให้จอร์แดนเป็นกอบเป็นกำ ในสหรัฐอเมริการองเท้า Air Jordanเป็นที่นิยมอย่างมากมียอดขายถึง 99,000 ล้านบาทครองตลาดรองเท้าถึง 65% ดูเหมือนว่าในปัจจุบันรองเท้า Air Jordanได้เป็นรองเท้าแฟชั่นเพราะส่วมใส่สบายแล้วมีสีสันที่สวยงามอีกส่วนก็เป็นที่นิยมของคนที่รักและสะสมรองเท้าSneaker อีกด้วย

จอร์แดนได้บอกไว้ว่าในอาชีพนักบาสเขาเคยยิงพลาดนับครั้งไม่ถ้วน แพ้มาแล้ว 300 เกม พลาดโอกาสยิงเพื่อชนะถึง 26 ครั้งแต่เขาก็ไม่ยอมแพ้นั้นคือเหตุผลที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จและนี้ทำให้จอร์แดนเป็นนักกีฬาผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลก

เครดิต
longtunman
medium
republic world


อัตชัย : ปัณณ์กฤษฎ์ พงศโอสธี
ผู้เขียน


วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

เจลีกกลับมาแล้ว! ส่องความพร้อม 5 ตัวเต็งแชมป์เจลีก


เป็นเวลากว่า 4 เดือนแล้วนับตั้งแต่นัดแรกของศึกเจลีก 2020 ลงเล่นไป ก่อนจะถูกเบรคยาวด้วยจอมไวรัสป่วนโลกอย่าง  COVID-19 แต่เอาหละ ตอนนี้สิ้นสุดการรอคอย ลีกฟุตบอลที่ได้ชื่อว่าสนุกและสูสีที่สุดในเอเชียกลับมาแล้ว

 

โดยในปีนี้ มารินอส ของ “โก๋อุ้ม” จะป้องกันแชมป์ได้หรือไม่ แล้วใครจะเป็นคู่แข่งที่น่าสนใจ  เรามาดูสภาพทีม สภาพความพร้อม ของเหล่าบรรดาทีมเต็งที่ถูกคาดหมายจากบ่อนพนันถูกกฏหมายทั่วโลกกันเลยดีกว่า

 

เต็ง 5 คาชิว่า เรย์โซล

 

“เจ้าชายสุริยะ” กลับขึ้นชั้นมาสู่ เจลีก 1 ด้วยสถานะแชมป์ เจลีก 2 ในฤดูกาล 2019 โดยในนัดแรกที่เปิดฤดูกาลพวกเขาเปิดบ้านถล่ม ซัปโปโร ไปถึง 4-2

 

พวกเขามีขุมกำลังเกมรุกที่ยอดเยี่ยม นำโดย 3 ผสานอย่าง ไมเคิ่ล โอลันก้า กองหน้าทีมชาติเคนย่า เจ้าของความสูง 190 เซนติเมตร จับคู่กับ คริสเตียโน ดาซิลวา ดาวยิงบราซิเลี่ยน ที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่สมัยก่อนตกชั้น และ อาตารุ เอซากะ

 

โดยในฤดูกาลก่อน ทั้งสนามคนยิงรวมกันในเจลีก 2 ไปถึง 57 ประตูด้วยกัน ด้วยเกมรุกที่ดุดันเช่นนี้ ทำให้พวกเขากระโดดขึ้นมาเป็นเต็ง 5 ของการแย่งชิงแชมป์ เจลีก ฤดูกาลนี้นั่นเอง

 

เต็ง 4 คาชิม่า แอนท์เลอร์ส

 

แชมป์เจลีก และรองแชมป์โลกเมื่อปี 2016 ถูกคาดหมายให้อยู่ในเต็ง 4 ของบรรดาทีมลุ้นแชมป์ โดยในปีก่อนพวกเขามีผลงานเกาะหัวตารางในช่วงเลกแรก ก่อนที่จะเสีย ซูซูกิ ดาวยิงตัวเก่ง , ยูกิ อาเบะ ปีกดาวรุ่ง และ อันไซ แบ็คจอมบุก โดยทั้งสามคนย้ายไปเล่นยังยุโรป

 

ทำให้ผลงานตกลงมาในครึ่งปีหลัง ก่อนที่ต้นปีนี้ จอมทัพของทีมอย่าง แซจินโญ่ จะย้ายไปค้าแข้งในลีกจีน ทำให้พวกเขาต้องเสริมทัพด้วยการดึง เอเวอราโด้ และ ฆวน อลาโน่ ศูนย์หน้า และ มิดฟิลด์ตัวรุก ชาวบราซิล

 

เพื่อมาผนึกกำลังกับตัวเก่งอย่าง เลโอ ซิลวา และ โชมะ โดอิ แต่แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงแนวรุกใหม่แบบนี้ มันก็จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัว แล้วผลงานจะออกมาเป็นอย่างไร ก็คงต้องติดตามกันต่อไป

 

เต็ง 3 เอฟซี โตเกียว

 

รองแชมป์เก่าเสริมทัพได้แบบสุดโหดด้วยการเสริม อเดลตัน ตัวรุกจาก จูปิโล่ อิวาตะ , เลอันโดร ดาวยิงจอมเก๋าจาก คาชิม่า และ อาร์ตู ซิลวา มิดฟิลด์บราซิล

 

ซึ่งมันจะทำให้พวกเขามีแนวรุกสุดโหดโดยมี อเดลตัน และ เลอันโดร สองแข้งใหม่มาผนึกกำลังกับ ดีเอโก้ โอลิเวียร่า รองดาวซัลโวเจลีกฤดูกาลก่อน ส่วนแดนกลางมีสองมิดฟิดล์ทีมชาติญี่ปุนอย่าง เคนโตะ ฮาชิโมโตะ และ ฮิโรทากะ มิตะ

 

รวมถึงเกมรับก็มีคู่เซนเตอร์อย่าง วาตานาเบะ ยืนคู่กับจอมเก๋าอย่าง โมริชิเกะ ถือว่าเป็นทีมที่มีแกนหลักในและขุมกำลังที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว

 

เต็ง 2  คาวาซากิ ฟรอนตาเล่

 

ฟรอนตาเล่ ยังคงคุณภาพด้วยขุมกำลังเดิมที่ยอดเยี่ยมไว้อย่างครบครัน โดยในนัดเปิดฤดูกาลพวกเขาทำได้แค่เสมอ ซากัน โทสุ 0-0 ในชนิดที่ว่าโหมบุกทั้งเกม

 

เลอันโดร ดามิเยา ดาวซัลโว โอลิมปิกเกมเมื่อปี 2012 ยังคงปักหลักอยู่กับทีมต่อไป รวมถึง อิเอนากะ ซ้ายอันตราย , นากามูระ ตัวรุกวัย 39 , โอชิมะ มิดฟิลด์ตัวหลักทีมชาติญี่ปุ่น และ ยู โคบายาชิ กองหน้าชื่อดังของทีม

 

ถือว่าเป็นทีมที่แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง และเน้นทีมเวิร์ค โดยพวกเขาก็ขึ้นชื่อในการเล่นต่อบอลอันสวยงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

 

เต็ง 1 โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส

 

ทัพกะลาสีที่พึ่งประกาศศักดากลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งในรอบ 15 ปี ด้วยผลงานที่สุดเฉียบทั้งผลสกอร์และรูปเกม

 

มาปีนี้ อังเก้ ปอสเตโคกลู กุนซือคนเก่งได้ทำการขยายสัญญายืม เอริค ลิมา ดาวยิงตัวเก่ง และทำการซื้อขาด ติอาโก้ มาร์ติน ปราการหลังตัวเก่ง และ ธีราธร บุญมาทัน ไปด้วยงบเฉียด 100 ล้านบาท รวมถึงดึง อาดู โอไนวู กองหน้าผิวสีสัญชาติญี่ปุ่นมาเสริมเกมรุกอีกราย

 

ถึงแม้พวกเขาจะออกสตาร์ทด้วยการพ่ายแพ้ในลีก แต่ในเอเอฟซี แชมเปี้ยนลีก พวกเขาก็ยังโชว์ฟอร์มเก่งถล่มเอาชนะไปได้ทั้ง 2 นัดติด 


ซึ่งนั่นก็เป็นดาบสองคม เพราะว่าการมีภาระในถ้วยเอเชียอาจทำให้สมาธิในเกมลีกของพวกเขาตกลงไปเช่นกัน ก็ต้องคอยตามดูกันว่า อังเก้ จะสามารถบริหารทีมได้ดีขนาดไหนในฤดูกาลนี้


เครดิตภาพ
j.league (japan professional football league)/jリーグ



PALM WAZZA : ธนชล เอ่งฉ้วน

ผู้เขียน

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2563

8 นักกีฬาที่ทำเงินมากที่สุดในปี 2020

หากจะพูดถึงอาชีพที่มีรายได้สูงคงมีไม่กี่อาชีพหนึ่งในนั้นก็คือกลุ่มอาชีพนักกีฬาหากขึ้นชื่อว่านักกีฬาโดยเฉพาะนักกีฬาที่โด่งดังระดับโลกย่อมมีรายได้ที่มหาศาลมากๆ 

นักกีฬาอาชีพจะได้รายได้หลักคือค่าเหนื่อยหรือเงินเดือน แล้วก็จากค่าลิขสิทธิ์ ค่าภาพลักษณ์ ค่าสปอนเซอร์ที่จะเข้ามาสนับสนุนนักกีฬา ซึ่งอาจจะได้มากกว่าเงินรางวัลจากการแข่งขัน จึงทำให้นักกีฬามีรายได้อย่างมหาศาล การเปิดเผยรายได้ของนักกีฬาทำให้นักกีฬาเป็นหนึ่งในอาชีพที่ทุกคนใฝ่ฝัน ได้จัดอันดับ 8 นักกีฬาที่ทำรายได้มากที่สุดในปี 2020


1. โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ นักเทนนิส ทำรายได้ในปีที่ผ่านมา 106.3 ล้านดอลลาร์ (3,401 ล้านบาท) นอกจากได้รายจากการแข่งขันแล้วยังได้รายได้จากสปอนเซอร์อย่าง ยูนิโค่ ที่จ่ายค่าพรีเซนเตอร์ปีละ 30 ล้านดอลลาร์ ( 960 ล้านบาท) นอกจากนั้นยังเป็นนักเทนนิสคนแรกที่เข้ามาติดโผในอันดับที่ 1 อีกด้วย


2. คริสเตียโน่ โรนัลโด นักฟุตบอลกัปตันทีมชาติโปตุเกสทำรายได้ในปีที่ผ่านมาถึง 105 ล้านดอลลาร์ (3,360 ล้านบาท) เจ้าตัวยังมีรายได้ทั้งในและนอกสนามโดยค่าเหนื่อยต่อปีรวมแล้ว 64 ล้านดอลลาร์ (2,048 ล้านบาท) โรนัลโดเป็นนักกีฬาที่มีคนติดตามมากที่สุดในโลกถึง 200 ล้านคนทั่วโลก โดยจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากค่าโฆษณาและพรีเซนเตอร์จากไนกี้ที่มีสัญญาตลอดชีวิต


3. ลีโอนีล เมสซี่ นักฟุตบอลกัปตันทีมชาติอาร์เจนติน่า ทำรายได้รวมถึง 104 ล้านดอลลาร์ (3,328 ล้านบาท ) และได้รับค่าเหนื่อยถึงปีละ 80 ล้านดอลลาร์ (2,560 ล้านบาท) ที่เหลือเป็นรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์ให้อดิดาส และค่าโฆษณาสินค้าต่างๆ


4. เนย์มาร์ นักฟุตบอลชาวบราซิลของทีม ปารีแซ็งแฌร์แม็ง (PSG) ที่ทำรายได้ปีที่ผ่านมา 95.5 ล้านดอลลาร์ (3,056 ล้านบาท ) โดยรายได้ส่วนใหญ่ที่เนย์มาร์รับเป็นค่าเหนื่อยกับทีม PSG และมีรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับไนกี้และค่าสิขสิทธิ์จากภาพยนตร์ที่นำเรื่องส่วนตัวของเนย์มาร์ไปทำเป็นหนัง


5. เลบรอน เจมส์ นักบาสเกตบอล NBA ทีม Los Angeles Lakers ด้วยการเป็นนักบาสยอดฝีมือที่หลายๆทีมต้องการตัวทำรายได้ในปีที่ผ่านมา 88.2 ล้านดอลลาร์ (2,822 ล้านบาท ) นอกจากที่เป็นนักบาสซุปเปอร์สตาร์แล้วเจ้าตัวยังมีธุรกิจส่วนตัวอีกด้วย


6. สตีเฟ่น เคอร์รี่ นักบาสเกตบอลของทีม Golden State Warriors พอยต์การ์ดสตาร์ดังใน NBA จอมแม่นห่วง 3 แต้มปีที่ผ่านมาทำรายได้ถึง 74.4 ล้านดอลลาร์ (2,380 ล้านบาท ) โดยรายได้ที่เหลือมาจากธุรกิจส่วนตัว


7. เควิน ดูแรนท์ นักบาสเกตบอลของทีม Brooklyn Nets เป็นนักบาสเกตบอลNBA อีกคนที่มีรายได้สูงในปีที่ผ่านมาทำรายได้ถึง 63.9 ล้านดอลลาร์ (2,044 ล้านบาท) และดูแรนท์ยังมีรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าถึง 40 ชิ้นถือว่าเป็นนักกีฬาอีกคนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก


8. ไทเกอร์ วูดส์ อดีตนักกอล์ฟมือหนึ่งของโลกถึงแม้ว่าปัจจุบันจะไม่ได้เป็นมือหนึ่งของโลกแต่เจ้าตัวก็ยังทำรายได้ในปีที่ผ่านมา 62.3 ล้านดอลลาร์ (1,993 ล้านบาท) ไทเกอร์ วูดส์ ได้ทำเงินรางวัลจากกีฬากอล์ฟไปแล้วถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์ (48,000 ล้านบาท) และยังได้รับรายได้จากสปอนเซอร์อย่างไนกี้ถือว่ายังเป็นนักกีฬาคนหนึ่งที่ได้รับรายได้เยอะอันดับต้นๆ ของโลก

เครดิต 
Line today
Thairath

อัตชัย : ปัณณ์กฤษฎ์ พงศโอสธี
ผู้เขียน