วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

บุนเดสลีก้า : กรณีศึกษาของการกลับมาเตะในยุคโควิด


จากเหตุการณ์โรคโควิด-19 ทำให้คนทั่วโลกได้รับผลกระทบกันเป็นอย่างมากทำให้ทุกอย่างต้องค่อยๆปิดรวมถึงกระทบถึงกีฬาทั่วโลกโดยกีฬาฟุตบอลได้ทำหยุดทำการแข่งขันตั้งแต่เดือนมีนาคมเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬาและแฟนๆกีฬา

เมื่อสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกได้เริ่มดีขึ้นกีฬาก็ได้กลับมาทำการแข่งขันหลังจากที่หยุดตั้งแต่เดือนมีนาคมรวมถึงกีฬาฟุตบอลโดยก่อนหน้านี้ฟุตบอลเคลีกของเกาหลีใต้ได้กลับมาเตะอีกครั้งในวันที่ 8 พฤษภาคมหลังจากหยุดไป 2 เดือนการแข่งขันฟุตบอลบุนเดสลีกาของเยอรมนีได้กลับมาลงเตะกันอีกครั้งเป็นลีกเดียวจาก 5 ลีกใหญ่ยุโรปที่กลับมาลงเตะก่อน

มาตราการการป้องกันการระบาดโรคโควิด-19 ในบุนเดสลีกาก่อนทำการแข่งขันผู้เล่นทุกคนต้องเก็บตัวกับทีมตลอดทั้งสัปดาห์ก่อนทำการแข่งขันและตั้งได้รับการตรวจอยู่เสมอ ในวันทำการแข่งขันนักเตะและทีมงานจะต้องเดินทางมาด้วยกันแต่ต้องมีระยะห่างกันโดยก่อนเข้าสนามนักกีฬาและทีมงานทุกคนจะต้องใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งและจะต้องมีการวัดอุณหภูมิของร่างกายเพื่อให้แน่ใจก่อนทำการแข่งขัน



สำหรับแฟนบอลจะไม่ให้เข้าสนามมาเชียร์เข้ามาชมการแข่งขันโดยด้านในสนามจะเข้าได้ได้แค่ 213 คนเท่านั้นจะมีแค่ ทีมงาน นักกีฬา ทีมแพทย์ ทีมถ่ายทอดสด ก่อนทำการแข่งขันจะไม่มีการเข้าแถวจับมือกันระหว่างสองทีม ในส่วนผู้เล่นตัวสำรองจะต้องใส่หน้ากากอนามัยและต้องนั่งเว้นระยะห่างกันลูกฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขันจะต้องถูกฆ่าเชื้อก่อนทำการแข่งขันและต้องฆ่าเชื้อระหว่างพักครึ่งด้วย ในด้านของฟุตบอลในเอเชียเจลีกของประเทศญี่ปุ่นจะกลับมาเตะในสัปดาห์นี้กันเป็นสัปดาห์แรกหลังจากที่หยุดไปเกือบ 3 เดือนโดยประเทศญี่ปุ่นได้มีการวางแผนให้แฟนบอลกลับเข้ามาชมการแข่งขันได้ในเดือนสิงหาคมโดยจะมีผู้ชมแค่ 5 พันคนต่อสนามถือว่าจะเป็นลีกแรกที่จะให้แฟนกีฬาเข้ามาชมการแข่งขันอีกด้วย

นี่ก็เป็นมาตราการบางส่วนของการป้องกันโรคโควิด-19 ของการแข่งขันฟุตบอลโดยในปัจจุบัน 5 ลีกใหญ่ยุโรปก็ได้กลับมาเตะกันอีกครั้ง บุนเดสลีกาของเยอรมนีก็ได้แข่งขันจบเป็นที่เรียบร้อยแชมป์ในปีนี้ก็ยังคงเป็นของเจ้าเก่า บาเยิร์น มิวนิค เป็นแชมป์บุนเดสลีกา 8 สมัยติดกันและเป็นสมัยที่ 30 ของสโมสรอีกด้วย

เครดิต 
AS


อัตชัย : ปัณณ์กฤษฎ์ พงศโอสธี
ผู้เขียน

5 สุดยอดดีลนักเตะไทยไปโลดแล่นต่างแดน



“ผมอยากไปเล่นต่างประเทศครับ” ประโยคนี้ถือเป็นหนึ่งในวลียอดฮิตหากไปตั้งคำถามกับเด็กนักฟุตบอลตัวน้อยวัยสัก 10 ขวบ ว่ามีเป้าหมายสูงสุดในการเล่นฟุตบอลอย่างไร

 

ถึงแม้มันเป็นสิ่งที่ดูไกลตัวและมีอุปสรรคมากมายคอยขวางกั้น แต่ก็มีนักเตะไทยหลายรายที่เป็นตัวอย่างให้เห็นในรูปแบบของ “ไอดอล” ว่ามันก็ไม่ได้มีอะไรยากเกินความสามารถของมนุษย์คนหนึ่ง หากทุ่มเทกับมันมากพอ

 

แล้วในบรรดาแข้งรุ่นพี่เหล่านั้น มีใครกันบ้างที่ “ประสบความสำเร็จ” ในการออกไปไล่ล่าฝันของตนเองที่ต่างประเทศ แล้วมีดีลไหนบ้างที่สร้างชื่อให้นักเตะไทย วันนี้ผมขอพาไปดู 5 อันดับ สุดยอดดีลของนักเตะไทยที่ย้ายไปเล่นยังต่างประเทศ ไปติดตามกันได้ในบทความนี้เลยครับ


 อันดับ 5 ชนาธิป สรงกระสินธ์ ย้ายไป คอนซาโดล ซัปโปโร

10 มกราคม 2017 บนแผ่นดินทางเหนือของประเทศที่ได้ชื่อว่ามีลีกฟุตบอลที่ดีที่สุดในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น คอนซาโดล ซัปโปโร ทีมในเจลีกได้ทำการเปิดตัว ชนาธิป สรงกระสินธ์ มิดฟิลด์จาก เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สัญญายืมตัว 1ปีครึ่ง ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกในเจลีกยุคใหม่เลยทีเดียว


ในปีแรกนั้น ชนาธิป เข้าร่วมทีมไปในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง มันจึงเปรียบเสมือนการปรับตัวของ “เมสซี่เจ” เสียมากกว่า ก่อนที่ในฤดูกาล 2018 เจจะทำผลงาน 8 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ และติดทีมยอดเยี่ยมประจำปีของเจลีกเลยทีเดียว


ปัจจุบันนี้เจ้าตัวก็ก้าวขึ้นเป็นนักเตะที่มูลค่ามากที่สุดในทีมเรียบร้อยแล้ว และสิ่งที่ประเมิณค่าไม่ได้เลยนั่นก็คือการยอมรับในตัวของนักเตะไทยจากลีกญี่ปุ่นและมันก็เหมือนเป็นใบเบิกทางให้นักเตะไทยคนอื่นๆ ได้มีโอกาสย้ายไปเล่นที่ญี่ปุ่นอีกเช่นกัน


ในแง่การตลาด เจ้าเจได้ไปออกรายการ ยาเบจจิ เอฟซี ทางช่อง TV Asahi , รายการ Ima masani kiku ทางช่อง SKY PerfecTV นอกจากนี้เขายังได้รับบทนำในโฆษณาของ Shiroi Koibito อีกด้วย และ sportiva.shueisha.co.jp เว็บไซต์ดังของญี่ปุ่นก็ได้รายงานว่า "เมสซี่เจ" ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในเมืองเพิ่มขึ้นถึง 49% จากปีก่อน เลยทีเดียว


 อันดับ 4 ธีราทร บุญมาทัน ย้ายไป โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส

หลังจากไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่กับ วิสเซล โกเบ ในปี 2018 “โก๋อุ้ม” หรือ ธีราทร ก็ได้โอกาสอีกครั้งจาก โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ที่คุมทีมโดย อังเก้ อดีตโค้ชทีมชาติออสเตรเลียที่เคยเจอกับ ธีราทร มาแล้วในเกมทีมชาติ

 

โดยในช่วงแรก อุ้ม ยังปรับตัวให้เข้ากับแทคติกของทีมไม่ได้ เนื่องจากทีมใช้ระบบ inverted fullback ที่ฟูลแบ็คจะต้องขยับเข้าไปยืนตรงกลางสนามในเวลาที่ทีมครองบอล ซึ่งแตกต่างจากสไตล์เดิมของ ธีราทร ที่มักจะยืนชิดเส้นข้างสนาม และเติมสูงขึ้นไปทำเกมรุก ทำให้ 11 นัดแรก อุ้มได้ลงสนามไปเพียง 3 นัดเท่านั้น

 

แต่เมื่อได้เริ่มเรียนรู้และปรับตัวได้ “โก๋อุ้ม” ก็กลายเป็นตัวหลักที่ทีมขาดไม่ได้เลยตลอดทั้งฤดูกาล และอุ้มก็ช่วยให้ มารินอส มีฟอร์มการเล่นที่ดีมากขึ้น จนคว้าแชมป์เจลีกมาครองได้แบบสุดยิ่งใหญ่ และกลายเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้แชมป์นี้


 อันดับ 3 ธีรศิลป์ แดงดา ย้ายไป อัลเมเรีย

ในช่วงปี 2014 อัลเมเรีย ทีมในลาลีก้าสเปนได้ทำการยืมตัว “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา นักเตะเบอร์ 1 ทีมชาติไทยไปร่วมทีมด้วยสัญญา 1 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ กองหน้ารายนี้เคยไปร่วมซ้อมกับ แอตเลติโก้ มาดริด ทีมยักษ์ใหญ่ในลีกมาก่อนแล้ว

 

และในการเดินทางครั้งนั้นของนักเตะที่แฟนบอลชาวไทยขนานนามว่า “เทพมุ้ย” เขาก็ได้สัมผัสลีกเบอร์ 1 ของโลกอย่างลาลีก้า รวมถึงทำประตูในฟุตบอลถ้วยของสเปน โดยนับเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้ลงเล่นและยิงประตูในฟุตบอลประเทศสเปน

 

ถึงจะไม่ได้ประสบความสำเร็จ แต่การได้ลงเล่นในลาลีก้าก็ทำให้ ธีรศิลป์ ได้ประสบการณ์อันล้ำค่าและสร้างชื่อไปทั่วเอเชีย ก่อนจะได้ย้ายไปเล่นในเจลีกในเวลาต่อมานั่นเอง


 อันดับ 2 ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ย้ายไป ลัคกี้โกลสตาร์

“พี่ตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ตำนานกองหน้าอันดับ 1 ของประวัติศาสตร์ทีมชาติไทยที่สร้างผลงานพา ทหารอากาศคว้า 12 แชมป์ในไทย ก่อนจะมีโอกาสได้ไปเล่นใน เคลีก เกาหลีใต้ กับ ลัคกี้โกลสตาร์ ที่ในปัจจุบันก็คือสโมสร เอฟซี โซล นั่นเอง

 

ปิยพงษ์ ได้รับโอกาสจากที่เจ้าตัวยิงประตูเกาหลีใต้ในคิงส์คัพ ทำให้สตาฟฟ์โค้ชของเกาหลีใต้ ที่เป็นผู้ช่วยโค้ชของลัคกี้ โกลด์ สตาร์ มาติดต่อให้ไปร่วมทีม ซึ่ง เดอะตุ๊ก ก็โชว์ผลงานอันยอดเยี่ยมด้วยการทำ 12 ประตู 6 แอสซิสต์จาก 21 นัด พร้อมครองรางวัล ดาวซัลโว , ท็อปแอสซิสต์ และติดทีมยอดเยี่ยมของ เคลีก ในปี 1985

 

ซึ่งนั่นก็ทำให้ ปิยพงษ์ ผิวอ่อน กลายเป็นตำนานนักเตะของสโมสร และปัจจุบันนี้แฟนฟุตบอลเกาหลีใต้ก็ยังรู้จักเขาในฐานะสุดยอดนักเตะไทยที่เคยมาสร้างชื่อเสียงไว้ในเคลีกนั่นเอง

 

อันดับ 1 วิทยา เลาหกุล ย้ายไป แฮร์ธ่า เบอร์ลิน

“โค้ชเฮง” สุดยอดปรมาจารย์ฟุตบอลไทย ที่นอกจากจะเป็นยอดโค้ชแล้ว ในสมัยเป็นนักเตะก็สุดยอดไม่แพ้กัน โดยหลังจากที่เจ้าตัวไปค้าแข้งกับ ยันม่าร์ ดีเซล ในลีกญี่ปุ่นมาแล้ว ก็ได้กลับมาเล่นทีมชาติไทยในเกมที่พบกับ โคโลญจน์ หลังจบเกม อยู่ดี ๆ ก็มีแมวมองของทีมแฮร์ธ่า เบอร์ลิน เข้ามาแนะนำสโมสรให้รู้จัก และถามว่าสนใจไปเล่นในบุนเดสลีก้าไหม

 

แน่นอน วิทยา ตอบตกลง และเขาก็กลายเป็นคนไทยคนแรกใน 5 ลีกสูงสุดของยุโรป ตอนแรก วิทยา ถูกส่งไปซ้อมกับทีมสำรอง แต่โค้ชทีมสำรองได้ไปบอกกับ คูโน่ คล็อตเซอร์ โค้ชทีมชุดใหญ่ว่า วิทยาเล่นดีกว่าเด็กคนอื่นๆ เขาจึงได้โอกาสไปซ้อมกับทีมชุดใหญ่ แต่ด้วยความเป็นเอเชียจึงไม่ค่อยได้รับความเชื่อมั่นจากเพื่อนร่วมทีมมากนัก รวมถึงโดดรุมเหยียดอยู่ตลอดเวลา แต่เจ้าตัวก็ยังอดทนฝึกซ้อมและผ่านมันมาได้

 

สุดท้ายเขาอยู่กับ เบอร์ลิน 3 ปี ก่อนจะย้ายตามคำชักชวนของโค้ชเก่าไปยัง ซาร์บรุคเค่น ทีมในลีก้า 3 และมิดฟิลด์เจ้าของฉายา “ไทยบูม” จะช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกและเลื่อนชั้นได้ในที่สุด ก่อนที่เจ้าตัวจะขอลาทีมกลับมายังเมืองไทยและเริ่มงานโค้ชในเวลาต่อมา !!!


เครดิตภาพ
M thai
J-league
ฟุตบอลสยาม
hertha berlin fc


PALM WAZZA : ธนชล เอ่งฉ้วน

ผู้เขียน

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

นักบาสหมื่นล้าน ไมเคิล จอร์แดน(Michael Jordan)


วันนี้เราจะพามารู้จักนักกีฬาบาสเกตบอลคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกและทรงอิทธิพลมากที่สุดหากพูดถึงบาสเกตบอลคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ไมเคิล จอร์แดน(Michael Jordan)เขาถูกยกว่าเป็นนักบาสที่เก่งที่สุดตลอดกาลไม่ว่าจะเป็นผลงานในสนามและนอกสนาม

ไมเคิล จอร์แดนยังเป็นนักกีฬาที่มีรายได้มากที่สุดในโลกแม้เขาจะเลิกเล่นไปแล้ว 20 ปี ไมเคิล จอร์แดนจากเด็กที่ถูกโค้ชดูถูกว่าเป็นได้แค่เด็กเก็บบอลของทีมโรงเรียน เขาได้ฝึกฝนอย่างหนัก พัฒานาไปเรื่อยๆ จนเรียนจบเขาก็ได้รับข้อเสนอจากหลายมหาวิทยาลัยแต่เขาก็ได้เลือกเล่นให้กับ นอร์ทแคโรไลนาและพาทีมความแชมป์ระดับกีฬามหาลัยได้

จากนั้นในปี 1984 จอร์แดนได้เข้าสู่ NBA ลีกอาชีพโดยทีมที่เขาเล่นให้คือทีม Chicago Bull โดยในช่วง 7 ปีแรกทีมไม่ประสบความสำเร็จเลย จนมาในปี 1991 จอร์แดนพาทีมความแชมป์ได้สำเร็จและทำได้ถึง 3 ปีติดต่อ ในปี 1993 จอร์แดนประกาศช็อกวงการด้วยการประกาศเลิกเล่นโดยเขาหันไปเล่นเบสบอล แต่เมื่อผ่านไป 2 ปีจอร์แดนก็ได้กลับมาแข่งบาสเกตบอลอีกครั้งกับทีมเดิมคือ Chicago Bull ในปีแรกที่เขากับมาไม่สามาถพาทีมคว้าแชมป์ได้เขาได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก เขาได้เก็บเอาคำสบประมาทมาเป็นแรงผลักดัน พัฒานตัวเองอีกครั้ง ฝึกซ้อมอย่างหนัก

ในปี 1996-1998 เขาได้พาทีมคว้าแชมป์ถึง 3 ปีติดต่อกันอีกครั้งตลอดชีวิตการเป็นนักกีฬาของจอร์แดนเขาได้ทำเงินจากการเล่นบาสได้เพียง 3,000 ล้านบาทแต่เมื่อจอร์แดนเลิกเล่นทำไมเขาถึงรวยขึ้นๆ โดยในปี 2018 จอร์แดนมีทรัพย์สินถึง 51,000 ล้านบาท ด้วยชื่อเสียงและตำนานที่เขาได้สร้างไว้ทำให้ชื่อจอร์แดนขายได้เสมอ



ไมเคิล จอร์แดนได้เซ็นสัญญากับ Nike โดยไนกี้ได้ผลิตรองเท้าบาสเกตบอลในชื่อ Air Jordan ซึ่งจอร์แดนจะได้รับส่วนแบ่งจากยอดการขายจนสร้างทรัพย์สินให้จอร์แดนเป็นกอบเป็นกำ ในสหรัฐอเมริการองเท้า Air Jordanเป็นที่นิยมอย่างมากมียอดขายถึง 99,000 ล้านบาทครองตลาดรองเท้าถึง 65% ดูเหมือนว่าในปัจจุบันรองเท้า Air Jordanได้เป็นรองเท้าแฟชั่นเพราะส่วมใส่สบายแล้วมีสีสันที่สวยงามอีกส่วนก็เป็นที่นิยมของคนที่รักและสะสมรองเท้าSneaker อีกด้วย

จอร์แดนได้บอกไว้ว่าในอาชีพนักบาสเขาเคยยิงพลาดนับครั้งไม่ถ้วน แพ้มาแล้ว 300 เกม พลาดโอกาสยิงเพื่อชนะถึง 26 ครั้งแต่เขาก็ไม่ยอมแพ้นั้นคือเหตุผลที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จและนี้ทำให้จอร์แดนเป็นนักกีฬาผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลก

เครดิต
longtunman
medium
republic world


อัตชัย : ปัณณ์กฤษฎ์ พงศโอสธี
ผู้เขียน


วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

เจลีกกลับมาแล้ว! ส่องความพร้อม 5 ตัวเต็งแชมป์เจลีก


เป็นเวลากว่า 4 เดือนแล้วนับตั้งแต่นัดแรกของศึกเจลีก 2020 ลงเล่นไป ก่อนจะถูกเบรคยาวด้วยจอมไวรัสป่วนโลกอย่าง  COVID-19 แต่เอาหละ ตอนนี้สิ้นสุดการรอคอย ลีกฟุตบอลที่ได้ชื่อว่าสนุกและสูสีที่สุดในเอเชียกลับมาแล้ว

 

โดยในปีนี้ มารินอส ของ “โก๋อุ้ม” จะป้องกันแชมป์ได้หรือไม่ แล้วใครจะเป็นคู่แข่งที่น่าสนใจ  เรามาดูสภาพทีม สภาพความพร้อม ของเหล่าบรรดาทีมเต็งที่ถูกคาดหมายจากบ่อนพนันถูกกฏหมายทั่วโลกกันเลยดีกว่า

 

เต็ง 5 คาชิว่า เรย์โซล

 

“เจ้าชายสุริยะ” กลับขึ้นชั้นมาสู่ เจลีก 1 ด้วยสถานะแชมป์ เจลีก 2 ในฤดูกาล 2019 โดยในนัดแรกที่เปิดฤดูกาลพวกเขาเปิดบ้านถล่ม ซัปโปโร ไปถึง 4-2

 

พวกเขามีขุมกำลังเกมรุกที่ยอดเยี่ยม นำโดย 3 ผสานอย่าง ไมเคิ่ล โอลันก้า กองหน้าทีมชาติเคนย่า เจ้าของความสูง 190 เซนติเมตร จับคู่กับ คริสเตียโน ดาซิลวา ดาวยิงบราซิเลี่ยน ที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่สมัยก่อนตกชั้น และ อาตารุ เอซากะ

 

โดยในฤดูกาลก่อน ทั้งสนามคนยิงรวมกันในเจลีก 2 ไปถึง 57 ประตูด้วยกัน ด้วยเกมรุกที่ดุดันเช่นนี้ ทำให้พวกเขากระโดดขึ้นมาเป็นเต็ง 5 ของการแย่งชิงแชมป์ เจลีก ฤดูกาลนี้นั่นเอง

 

เต็ง 4 คาชิม่า แอนท์เลอร์ส

 

แชมป์เจลีก และรองแชมป์โลกเมื่อปี 2016 ถูกคาดหมายให้อยู่ในเต็ง 4 ของบรรดาทีมลุ้นแชมป์ โดยในปีก่อนพวกเขามีผลงานเกาะหัวตารางในช่วงเลกแรก ก่อนที่จะเสีย ซูซูกิ ดาวยิงตัวเก่ง , ยูกิ อาเบะ ปีกดาวรุ่ง และ อันไซ แบ็คจอมบุก โดยทั้งสามคนย้ายไปเล่นยังยุโรป

 

ทำให้ผลงานตกลงมาในครึ่งปีหลัง ก่อนที่ต้นปีนี้ จอมทัพของทีมอย่าง แซจินโญ่ จะย้ายไปค้าแข้งในลีกจีน ทำให้พวกเขาต้องเสริมทัพด้วยการดึง เอเวอราโด้ และ ฆวน อลาโน่ ศูนย์หน้า และ มิดฟิลด์ตัวรุก ชาวบราซิล

 

เพื่อมาผนึกกำลังกับตัวเก่งอย่าง เลโอ ซิลวา และ โชมะ โดอิ แต่แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงแนวรุกใหม่แบบนี้ มันก็จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัว แล้วผลงานจะออกมาเป็นอย่างไร ก็คงต้องติดตามกันต่อไป

 

เต็ง 3 เอฟซี โตเกียว

 

รองแชมป์เก่าเสริมทัพได้แบบสุดโหดด้วยการเสริม อเดลตัน ตัวรุกจาก จูปิโล่ อิวาตะ , เลอันโดร ดาวยิงจอมเก๋าจาก คาชิม่า และ อาร์ตู ซิลวา มิดฟิลด์บราซิล

 

ซึ่งมันจะทำให้พวกเขามีแนวรุกสุดโหดโดยมี อเดลตัน และ เลอันโดร สองแข้งใหม่มาผนึกกำลังกับ ดีเอโก้ โอลิเวียร่า รองดาวซัลโวเจลีกฤดูกาลก่อน ส่วนแดนกลางมีสองมิดฟิดล์ทีมชาติญี่ปุนอย่าง เคนโตะ ฮาชิโมโตะ และ ฮิโรทากะ มิตะ

 

รวมถึงเกมรับก็มีคู่เซนเตอร์อย่าง วาตานาเบะ ยืนคู่กับจอมเก๋าอย่าง โมริชิเกะ ถือว่าเป็นทีมที่มีแกนหลักในและขุมกำลังที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว

 

เต็ง 2  คาวาซากิ ฟรอนตาเล่

 

ฟรอนตาเล่ ยังคงคุณภาพด้วยขุมกำลังเดิมที่ยอดเยี่ยมไว้อย่างครบครัน โดยในนัดเปิดฤดูกาลพวกเขาทำได้แค่เสมอ ซากัน โทสุ 0-0 ในชนิดที่ว่าโหมบุกทั้งเกม

 

เลอันโดร ดามิเยา ดาวซัลโว โอลิมปิกเกมเมื่อปี 2012 ยังคงปักหลักอยู่กับทีมต่อไป รวมถึง อิเอนากะ ซ้ายอันตราย , นากามูระ ตัวรุกวัย 39 , โอชิมะ มิดฟิลด์ตัวหลักทีมชาติญี่ปุ่น และ ยู โคบายาชิ กองหน้าชื่อดังของทีม

 

ถือว่าเป็นทีมที่แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง และเน้นทีมเวิร์ค โดยพวกเขาก็ขึ้นชื่อในการเล่นต่อบอลอันสวยงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

 

เต็ง 1 โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส

 

ทัพกะลาสีที่พึ่งประกาศศักดากลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งในรอบ 15 ปี ด้วยผลงานที่สุดเฉียบทั้งผลสกอร์และรูปเกม

 

มาปีนี้ อังเก้ ปอสเตโคกลู กุนซือคนเก่งได้ทำการขยายสัญญายืม เอริค ลิมา ดาวยิงตัวเก่ง และทำการซื้อขาด ติอาโก้ มาร์ติน ปราการหลังตัวเก่ง และ ธีราธร บุญมาทัน ไปด้วยงบเฉียด 100 ล้านบาท รวมถึงดึง อาดู โอไนวู กองหน้าผิวสีสัญชาติญี่ปุ่นมาเสริมเกมรุกอีกราย

 

ถึงแม้พวกเขาจะออกสตาร์ทด้วยการพ่ายแพ้ในลีก แต่ในเอเอฟซี แชมเปี้ยนลีก พวกเขาก็ยังโชว์ฟอร์มเก่งถล่มเอาชนะไปได้ทั้ง 2 นัดติด 


ซึ่งนั่นก็เป็นดาบสองคม เพราะว่าการมีภาระในถ้วยเอเชียอาจทำให้สมาธิในเกมลีกของพวกเขาตกลงไปเช่นกัน ก็ต้องคอยตามดูกันว่า อังเก้ จะสามารถบริหารทีมได้ดีขนาดไหนในฤดูกาลนี้


เครดิตภาพ
j.league (japan professional football league)/jリーグ



PALM WAZZA : ธนชล เอ่งฉ้วน

ผู้เขียน

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2563

8 นักกีฬาที่ทำเงินมากที่สุดในปี 2020

หากจะพูดถึงอาชีพที่มีรายได้สูงคงมีไม่กี่อาชีพหนึ่งในนั้นก็คือกลุ่มอาชีพนักกีฬาหากขึ้นชื่อว่านักกีฬาโดยเฉพาะนักกีฬาที่โด่งดังระดับโลกย่อมมีรายได้ที่มหาศาลมากๆ 

นักกีฬาอาชีพจะได้รายได้หลักคือค่าเหนื่อยหรือเงินเดือน แล้วก็จากค่าลิขสิทธิ์ ค่าภาพลักษณ์ ค่าสปอนเซอร์ที่จะเข้ามาสนับสนุนนักกีฬา ซึ่งอาจจะได้มากกว่าเงินรางวัลจากการแข่งขัน จึงทำให้นักกีฬามีรายได้อย่างมหาศาล การเปิดเผยรายได้ของนักกีฬาทำให้นักกีฬาเป็นหนึ่งในอาชีพที่ทุกคนใฝ่ฝัน ได้จัดอันดับ 8 นักกีฬาที่ทำรายได้มากที่สุดในปี 2020


1. โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ นักเทนนิส ทำรายได้ในปีที่ผ่านมา 106.3 ล้านดอลลาร์ (3,401 ล้านบาท) นอกจากได้รายจากการแข่งขันแล้วยังได้รายได้จากสปอนเซอร์อย่าง ยูนิโค่ ที่จ่ายค่าพรีเซนเตอร์ปีละ 30 ล้านดอลลาร์ ( 960 ล้านบาท) นอกจากนั้นยังเป็นนักเทนนิสคนแรกที่เข้ามาติดโผในอันดับที่ 1 อีกด้วย


2. คริสเตียโน่ โรนัลโด นักฟุตบอลกัปตันทีมชาติโปตุเกสทำรายได้ในปีที่ผ่านมาถึง 105 ล้านดอลลาร์ (3,360 ล้านบาท) เจ้าตัวยังมีรายได้ทั้งในและนอกสนามโดยค่าเหนื่อยต่อปีรวมแล้ว 64 ล้านดอลลาร์ (2,048 ล้านบาท) โรนัลโดเป็นนักกีฬาที่มีคนติดตามมากที่สุดในโลกถึง 200 ล้านคนทั่วโลก โดยจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากค่าโฆษณาและพรีเซนเตอร์จากไนกี้ที่มีสัญญาตลอดชีวิต


3. ลีโอนีล เมสซี่ นักฟุตบอลกัปตันทีมชาติอาร์เจนติน่า ทำรายได้รวมถึง 104 ล้านดอลลาร์ (3,328 ล้านบาท ) และได้รับค่าเหนื่อยถึงปีละ 80 ล้านดอลลาร์ (2,560 ล้านบาท) ที่เหลือเป็นรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์ให้อดิดาส และค่าโฆษณาสินค้าต่างๆ


4. เนย์มาร์ นักฟุตบอลชาวบราซิลของทีม ปารีแซ็งแฌร์แม็ง (PSG) ที่ทำรายได้ปีที่ผ่านมา 95.5 ล้านดอลลาร์ (3,056 ล้านบาท ) โดยรายได้ส่วนใหญ่ที่เนย์มาร์รับเป็นค่าเหนื่อยกับทีม PSG และมีรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับไนกี้และค่าสิขสิทธิ์จากภาพยนตร์ที่นำเรื่องส่วนตัวของเนย์มาร์ไปทำเป็นหนัง


5. เลบรอน เจมส์ นักบาสเกตบอล NBA ทีม Los Angeles Lakers ด้วยการเป็นนักบาสยอดฝีมือที่หลายๆทีมต้องการตัวทำรายได้ในปีที่ผ่านมา 88.2 ล้านดอลลาร์ (2,822 ล้านบาท ) นอกจากที่เป็นนักบาสซุปเปอร์สตาร์แล้วเจ้าตัวยังมีธุรกิจส่วนตัวอีกด้วย


6. สตีเฟ่น เคอร์รี่ นักบาสเกตบอลของทีม Golden State Warriors พอยต์การ์ดสตาร์ดังใน NBA จอมแม่นห่วง 3 แต้มปีที่ผ่านมาทำรายได้ถึง 74.4 ล้านดอลลาร์ (2,380 ล้านบาท ) โดยรายได้ที่เหลือมาจากธุรกิจส่วนตัว


7. เควิน ดูแรนท์ นักบาสเกตบอลของทีม Brooklyn Nets เป็นนักบาสเกตบอลNBA อีกคนที่มีรายได้สูงในปีที่ผ่านมาทำรายได้ถึง 63.9 ล้านดอลลาร์ (2,044 ล้านบาท) และดูแรนท์ยังมีรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าถึง 40 ชิ้นถือว่าเป็นนักกีฬาอีกคนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก


8. ไทเกอร์ วูดส์ อดีตนักกอล์ฟมือหนึ่งของโลกถึงแม้ว่าปัจจุบันจะไม่ได้เป็นมือหนึ่งของโลกแต่เจ้าตัวก็ยังทำรายได้ในปีที่ผ่านมา 62.3 ล้านดอลลาร์ (1,993 ล้านบาท) ไทเกอร์ วูดส์ ได้ทำเงินรางวัลจากกีฬากอล์ฟไปแล้วถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์ (48,000 ล้านบาท) และยังได้รับรายได้จากสปอนเซอร์อย่างไนกี้ถือว่ายังเป็นนักกีฬาคนหนึ่งที่ได้รับรายได้เยอะอันดับต้นๆ ของโลก

เครดิต 
Line today
Thairath

อัตชัย : ปัณณ์กฤษฎ์ พงศโอสธี
ผู้เขียน




ทำเนียบนักเตะเอเชียที่คว้าเหรียญแชมป์พรีเมียร์ลีก


 

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ประกาศศักดาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษสมัยแรกได้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ ทาคุมิ มินามิโนะ ตัวรุกเลือดซามูไรสถาปนาตนขึ้นเป็นนักเตะเอเชียอีกคนที่คว้าแชมป์ลีกแดนผู้ดีได้สำเร็จ

 

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สำหรับลีกที่ขึ้นชื่อว่าเคี่ยวที่สุดแบบนี้ กับการที่จะได้เห็นนักเตะเอเชียไปโลดแล่นในสนามของพรีเมียร์ลีกก็นับว่ายากแล้ว นับประสาอะไรกับการคว้าแชมป์ ที่จะต้องอาศัยทั้ง ฝีเท้า จังหวะเวลา และโชคชะตา อีกด้วย

 

ส่วนก่อนหน้านี้หละ มีนักเตะเอชียคนไหนที่เคยได้รับเหรียญรางวัลไปแล้วบ้าง

 

พาร์ค จี ซอง (เกาหลีใต้)

 

คว้าแชมป์กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4 สมัย (2006-07,2007-08,2008-09,2010-11)

 

มิดฟิลด์สารพัดประโยชน์ ดีกรีกัปตันทัพโสมขาว ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกนานกว่า 7 ฤดูกาล ในช่วงปี 2005 – 2012 โดยในช่วงเวลาดังกล่าว เจ้าตัวลงสนามไปกว่า 153 นัด ทำไปได้ 20 ประตู กับ 25 แอสซิสต์ และคว้าแชมป์ไปได้ถึง 4 สมัยด้วยกัน

 

และปัจจุบันเจ้าตัวก็ยังครองสถิติเป็นผู้เล่นเอเชียคนแรกที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก , ผู้เล่นเอเชียที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุด และ เล่นเอเชียคนแรกที่คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก รวมถึง แชมป์สโมสรโลก

 

และแน่นอนเขาคือ “ผู้เล่นเอเชียที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก” ที่มีการจัดโหวตไปเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

ชินจิ คางาวะ (ญี่ปุ่น)

 

คว้าแชมป์กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1 สมัย (2012-13)

 

เพลเมกเกอร์ตดาวเด่นของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ถูก “ปีศาจแดง” ซื้อตัวไปด้วยราคา 16 ล้านยูโร ในหน้าร้อนปี 2012 ก่อนจะมีส่วนร่วมกับทีมไป 20 นัด ทำไป 6 ประตู กับ 4 แอสซิสต์ และคว้าแชมป์ลีกได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกนั้นเลย

 

ก่อนที่ในฤดูกาลถัดมา เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือจะวางมือลงไป และทำให้ ชินจิ ได้รับโอกาสน้อยลงจนย้ายออกไปในที่สุด

 

ชินจิ โอกาซากิ (ญี่ปุ่น)

 

คว้าแชมป์กับ เลสเตอร์ ซิตี้ 1 สมัย (2015-16)

 

ดาวยิงร่างเล็กที่ระเบิดฟอร์มในบุนเดสลีก้า เยอรมัน ทำให้ เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมในพรีเมียร์ลีก ดึงตัวไปร่วมทีมโดยหวังเพียงว่าจะช่วยกันพาทีมอยู่รอดบนลีกสูงสุด

 

แต่ในฤดูกาลนั้นเองมันก็เกิดปรากฏการณ์ที่ชื่อว่า “เทพนิยายเลสเตอร์” ซึ่งทัพจิ้งจอกสามารถคว้าแชมป์ลีกปีนั้นไปแบบชนิดที่สร้างความตะลึงไปทั่วโลก โดยตัวของ โอกาซากิ ก็มีบทบาทเป็นถึงกองหน้าตัวจริงของทีม โดยมีหน้าที่คอยไล่เพรสคู่แข่ง เชื่อมเกม และอำนวยความสะดวกในการจบสกอร์ของคู่หูอย่าง เจมี่ วาร์ดี้

 

แต่กระนั้นเอง เจ้าตัวก็ยังทำไปถึง 5 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ จาก 2,069 นาทีในสนาม พร้อมแจ้งเกิดร่วมกับนักเตะเลสเตอร์คนอื่นๆ

 

ทาคุมิ มินามิโนะ

 

คว้าแชมป์กับ ลิเวอร์พูล 1 สมัย (2019-20)

 

ดาวเตะตัวสำคัญของ เรดบลู ซัลบวร์ก ชุดประวัติศาสตร์ ที่พาทีมมาลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ถึงถิ่นแอนฟิลด์ ทำให้ฟอร์มอันจัดจ้านไปเข้าตา เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือหงส์แดงทีมเจ้าถิ่น ก่อนจะมีการติดต่อกันจริงจังจนทำพามาถึงการหอบเงิน 8.5 ล้านยูโรไปแลกตัวเจ้าหนุ่มจอมคาดผมคนนี้มา

 

ซึ่งการมาในช่วง “กลางคัน” แบบนี้ทำให้เจ้าตัวต้องปรับตัวยากขึ้น ในเมื่อทีมเดิมเขาเล่นกันดีอยู่แล้ว เราก็ทำได้เพียงนั่งรอโอกาส แต่ คล็อปป์ ก็พยายามให้โอกาส มินามิโนะ ลงไปสัมผัสเกมอยู่เป็นพักๆ

 

ทว่าถึงจะไม่ได้มีส่วนร่วมสำคัญกับทีมมากมาย แต่การลงสนามของเขาในตอนนี้มันก็ครบ 5 นัดไปแล้ว ซึ่งจะทำให้เขาคว้าเหรียญแชมป์กับทีมแน่นอน และเชื่อว่าจากการดูแลของกุนซือจอมใส่หมวกนั้น ปีหน้าจะเป็นปีที่ดีของเด็กหนุ่มจากเมืองโอซาก้าแน่นอน !!!


เครดิตภาพ
foxesofleicester
Planet football
stretty news
bleacherreport


PALM WAZZA : ธนชล เอ่งฉ้วน

ผู้เขียน


วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563

“พี่โย่” หนุ่มหล่อ ดีกรีนักกีฬาฟุตบอลมหาวิทยาลัยรังสิต และนักศึกษาสาขานิเทศศาสตร์การกีฬา รุ่นที่ 5

วันนี้เพจ SPC-X จะมาแนะนำหนุ่มหล่อ ดีกรีนักกีฬาฟุตบอลมหาวิทยาลัยรังสิต และยังเป็นนักศึกษาสาขานิเทศศาสตร์การกีฬา รุ่นที่ 5 อีกด้วย

 

นายเดชา มูฮัมหมัด หรือ “พี่โย่”          

 

อดีตนักฟุตบอลที่เล่นให้สโมสรชื่อดังในไทยลีคและในปัจจุบันศึกษาอยู่ชั้นปีที่4 สาขานิเทศศาสตร์การกีฬา วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ด้วยความที่ชื่นชอบในกีฬาฟุตบอล และยังเป็นหนุ่มหล่อ เราจึงสนใจที่จะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับแนวคิด การเรียน และการใช้ชีวิต และความฝันของพี่โย่

 

มาเล่นฟุตบอลกับทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้ยังไง

:มาเล่นฟุตบอลกับทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้เพราะมาคัดทุนฟุตบอลครับแล้วก็ได้รับโอกาสเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิตครับ

 




เป็นนักกีฬาแบ่งเวลาเรียนกับการเล่นกีฬายังไง

:การเป็นนักฟุตบอลกับการเรียนเป็นของที่บางคนบอกว่าทำยาก แต่จริงๆแล้วมันก็ยากครับแต่ถ้าเราตั้งใจจะทำอะไรแล้วเราต้องทำให้ได้ครับเรียนได้ก็ต้องเล่นได้ เล่นได้ก็ต้องเรียนได้ ช่วงแรกๆผมก็จะลงเรียนช่วงเช้าช่วงเที่ยง เพื่อที่จะมีเวลาว่างตอนเย็นไปซ้อมฟุตบอลครับ แต่หลังๆมานี้ก็เหลือตัวเรียนแต่ตอนเย็นก็มีซิกแซคบ้างครับ คุยกับอาจารย์ตรงๆให้เค้าช่วยเหลือเราไม่ได้ช่วยให้คะแนนนะครับ แต่อาจจะไปเรียนแต่ออกไวหน่อยส่วนเรื่องงานก็ต้องขยันตามงานครับ จนผมก็ผ่านมาได้หมด สุดท้ายแล้วเรียนคู่เล่นมันสามารถทำได้ครับอยู่ที่ว่าจะทำหรือป่าว ถ้าเรามีวินัยมันก็ไม่มีปัญหาครับ


ถ้าในวันนั้นพี่มีแข่ง แล้วไม่ได้มาเรียน มีเพื่อนช่วยตามงาน หรือ อาจารย์ช่วย ยังไง

ถ้าต้องไปเล่นบอลไปซ้อมบอลอาจารย์ก็ดูแลดีมากครับอาจารย์ในสาขาเข้าใจแล้วยินดีให้เราไปครับ แต่ถ้ามันสำคัญต้องอยู่จริงๆก็อาจจะต้องไปซ้อมสายหน่อย แต่ไปทันตลอดครับอาจารย์จะคอยดูแลเรื่องนี้ครับขอแค่เราแจ้งเขาเขาจะจัดการให้ครับบางครั้งก็มีสอบคนเดียวบ้างทำงานอย่างอื่นบ้างครับโชคดีของผมครับ ส่วนเพื่อนก็ช่วยเหลือตลอดครับงานไหนผมขาดเพื่อนก็คอยบอกคอยช่วยเหลือเสมอบางครั้งทำให้ก็มีครับถือว่าโชคดีของผมมากๆครับที่ได้เรียนในสาขานี้และเจอเพื่อนที่ดีๆครับ

 

แมตซ์การแข่งขันที่ประทับใจ

:แมตซ์ที่ประทับใจที่สุดในชีวิตก็แมตซ์ที่ลงเล่นเจออยุธยายูไนเต็ดใน T2 ปี2019 ตอนนั้นผมเล่นอยู่ไทยยูเนียน สมุทรสาคร เอฟซี วันนั้นทีมผมชนะ 2-0 ที่บ้านอยุธยา ซึ่งผมทำผลงานได้ดีในตำแหน่งใหม่ที่ไม่เคยเล่นมาก่อนนั่นคือวิงแบ๊คซ้ายครับ



ผลงานที่ผ่านมามีอะไรบ้าง

:ผลงานที่ผ่านมาตั้งแต่จบมอ 6 จนถึงปัจจุบัน

- แชมป์ฟุตบอลกองทัพอากาศ 18 ปี ควบรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของรายการ

- อยู่กับแอร์ฟอร์ซ 2016-2018

ปี 2018 ได้มีชื่อในไทยลีกครั้งแรกในชีวิต

- 2018 เลคสอง กลับมาช่วยทีมมหาลัยรังสิตรอดตกชั้น

- 2019 อยู่กับไทยยูเนียนสมุทรสาคร เอฟซี T2

- 2020 อยุธยา ยูไนเต็ด T2

-ในนามมหาลัย

รองแชมป์ยูลีก ปี2018



ในอนาคตพี่วางแผนอยากจะทำอะไร

            :ในอนาคตหลังจากเรียนจบก็วางแผนว่าอยากจะเล่นบอลต่อไปให้สุดๆ แต่สุดท้ายแล้วชีวิตเราก็ไม่มีอะไรแน่นอนถ้ามีงานที่มั่นคงก็อาจจะไปทำงาน แต่ฟุตบอลคงไม่ทิ้งคงเล่นฟุตบอลจนกว่าจะเล่นไม่ไหวครับ

 

ทำความรู้จักกับ “พี่โย่” ในบทบาทนักศึกษาและนักกีฬาไปแล้วและได้เห็นการใช้ชีวิต แนวคิดของพี่เขาไปแล้ว เป็นยังไงกันบ้าง สำหรับใครที่อยากติดตามพี่โย่ ก็สามารถติดตามได้ที่ Instagram : yodechaa Facebook: Yo Decha ครั้งหน้าเราจะพาไปทำความรู้จักกับใคร รอติดตามกันในเพจ SPC-X ฝากกดไลค์ กดติดตาม กันด้วยนะคะ